Sunday, August 31, 2014

งานอดิเรก กับประโยชน์ดี ๆ ที่คุณสัมผัสได้




         งานอดิเรก สิ่งที่เราทำกันในเวลาว่าง ใครว่าไม่มีประโยชน์ มาพบกับข้อดีของงานอดิเรกที่คุณเองอาจคาดไม่ถึงเลยเชียวล่ะ

          ในเวลาที่เราว่างจากการทำงานหรือการเรียน ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะมีงานอดิเรกของตัวเองที่แตกต่างกันไป ซึ่งงานอดิเรกเหล่านั้น นอกจากจะช่วยลดความเครียดและความเหน็ดเหนื่อยที่พบเจอมาตลอดวันหรือตลอด สัปดาห์แล้ว ก็ยังมีผลดีต่อจิตใจอีกด้วยนะ อย่างที่เว็บไซต์ allwomenstalk.com ได้บอกเอาไว้ถึงข้อดีของงานอดิเรก เราไปดูกันดีกว่าว่า งานอดิเรกมีข้อดีอย่างไรต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของเราบ้าง

ช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

          คนเราไม่สามารถเปลี่ยนอดีตที่ผ่านมาหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่เรากลับใช้เวลาที่มีค่านั้นไปกับสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเมื่อเราผูกพันอยู่กับงานอดิเรก ความคิดและจิตใจของของเราก็จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและลืมความกังวลเหล่านั้นไปได้ เพราะงานอดิเรกเปรียบเสมือนกับสิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวให้เราอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งนักบำบัดส่วนใหญ่จึงมักจะแนะนำให้ผู้ที่เข้ารับการบำบัดมีงานอดิเรกด้วย

ช่วยจัดการกับความเครียด

         ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องพบเจอในทุกวัน เป็นผลมาจากความพยายามในการทำในสิ่งที่ยากเย็นหรือพยายามที่จะทำสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป แต่หากเราให้เวลากับงานอดิเรกมากขึ้นจะช่วยทำให้ความเครียดของเราลดลงได้ โดยปล่อยให้จิตใจและความคิดไปจดจ่อกับสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขซึ่งเป็นการลดความเครียดที่ดีที่สุด งานอดิเรกบางอย่างที่เกี่ยวกับการเล่นกีฬาอย่างเช่นการปีนเขานั้นก็สามารถ ช่วยเพิ่มปริมาณของเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้มีความสุขได้ ดนตรีก็สามารถช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้เช่นกัน หรือจะเป็นการเขียนก็เป็นวิธีที่ทำให้คุณผ่อนคลายความรู้สึกได้เช่นกัน

 
เกิดความท้าทายใหม่ ๆ ในชีวิต

          งานอดิเรกสามารถทำให้คุณได้ลองทำในสิ่งที่ท้าทายตัวเองได้ ด้วยการเลือกทำอะไรใหม่ ๆ ที่คุณไม่เคยทำมาก่อน อย่างเช่นถ้าคุณไม่เคยทำอาหารได้เรื่องเลย ก็ลองสมัครเรียนทำอาหารและลองหัดทำอาหารที่ยาก ๆ ซักจาน หรือจะเป็นการหัดเล่นเครื่องดนตรีซักชิ้น การทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากสิ่งที่คุณทำเป็นประจำและให้ผลในแง่บวกจะทำให้คุณรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับงานอดิเรกและปล่อยวางเครียดต่าง ๆ และยังทำให้คุณเกิดความนับถือตัวเองมากขึ้นเมื่อสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้

ได้พบปะกับผู้คนใหม่ ๆ

          ถ้างานอดิเรกของคุณเกี่ยวข้องกับการออกสังคม อย่างเช่นการเล่นกีฬาหรือการเต้นรำ งานอดิเรกก็จะทำให้คุณได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนอื่น ๆ มากขึ้น หรือแม้แต่การเข้าเรียนเกี่ยวกับงานอดิเรกใหม่ ๆ อย่างเช่น การถ่ายรูป ก็จะทำให้คุณได้พบกับผู้คนที่มีความสนใจเดียวกับมากขึ้น หรือแม้แต่งานอดิเรกที่ทำเพียงลำพัง อย่างการวาดรูป ก็สามารถทำให้คุณได้พบปะพูดคุยกับคนใหม่ ๆ ได้ เมื่อคุณแบ่งปันเรื่องงานอดิเรกกับคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม การพูดคุยเรื่องงานอดิเรกจะทำให้คุณค้นพบมิตรภาพใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น

 
ช่วยให้ได้พักผ่อน

           อาจจะมีหลายครั้งที่เราทุ่มเทให้กับงาน ครอบครัว หรือสิ่งท้าทายที่เราต้องพบเจอในทุก ๆ วันมากเกินไปจนลืมไปว่าควรจะพักบ้าง การมีงานอดิเรกจึงเป็นหนทางที่ทำให้คุณได้พักผ่อนในช่วงสั้น ๆ ได้ เพราะงานอดิเรกเหล่านั้นจะทำให้คุณสามารถเติมเต็มให้กับชีวิตอันแสนยุ่งเหยิงทำให้ชีวิตของคุณกลับเข้าสู่ความสมดุลได้

ช่วงส่งเสริมความเครียดที่เป็นแง่บวก

          สำหรับคนที่อยู่กับความเครียดและความกดดันอยู่ตลอดเวลา คงไม่เชื่อกันใช่ไหมล่ะว่าความเครียดที่เป็นอารมณ์ในแง่ลบจะสามารถกลายเป็นความคิดในแง่บวกได้ ซึ่งความเครียดที่อยู่ในแง่บวกนั้นเรียกว่า ความเครียดที่เหมาะสม (eustress) ซึ่งเป็นชนิดของความเครียดที่จะเติมเต็มความรู้สึกให้กับตัวเอง ดังนั้น เมื่อเราอยู่กับงานอดิเรก ความเครียดที่มีก็แปรผันเป็นความเครียดที่เหมาะสม และเติมเต็มเป้าหมายและความหวัง ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเล่นกีฬา เราต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ถึงเป้าหมายแห่งชัยชนะ เหตุผลนี้จะทำให้เรารู้สึกเครียดแต่ก็ไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่คุณกำลังรู้สึกพึงพอใจและรู้สึกดีมากกว่าที่คุณจะรู้สึกแย่

 
ช่วยให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น

          งานอดิเรกที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา จะช่วงทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรงขึ้น หรือแม้แต่งานอดิเรกที่ไม่ต้องออกแรงก็สามารถช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับของคอร์ติซอร์ ทำให้รอบเอวลดลง รวมทั้งค่าดัชนีมวลกาย เพราะอารมณ์ในเชิงบวกที่มาจากงานอดิเรกนั้นจะช่วยทำให้คุณสามารถฟื้นตัวได้ จากความเจ็บป่วยต่าง ๆ ทำให้การนอนหลับได้ดีขึ้นและโอกาสที่จะเป็นไข้หวัดน้อยลงอีกด้วย

         ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่างานอดิเรกมีประโยชน์กับเราอย่างไรบ้าง ถึงแม้ว่างานอดิเรกที่เรามีจะแสนธรรมดาก็ตาม แต่การที่เราแบ่งเวลามาทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็ช่วยสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในจิตใจได้ เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่มีงานอดิเรกล่ะก็ลองมองหาสิ่งที่เราชอบแล้วลงมือทำ อย่างน้อยก็ช่วยคลายเครียดจากวันยุ่ง ๆ ได้ แต่ก็ไม่ควรจดจ่อกับงานอดิเรกมากไปจนการทำงานหรือการเรียนเสียนะจ๊ะ


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, August 30, 2014

หวาน เปรี้ยว เผ็ด เค็ม คิดสักนิดก่อนปรุง




         ทุกคนมีรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นของตัวเอง บางคนชอบรสหวาน บางคนชอบรสเค็ม บางคนชอบรสเผ็ด บางคนชอบรสเปรี้ยว หรือบางคนก็ไม่ชอบปรุงรส สั่งอะไรมาทาน รสชาติอย่างไหนก็ทานอย่างนั้นเลย ซึ่งรู้ไหมคะ..ว่ารสชาติอาหารต่าง ๆ นั้นมีข้อดี ข้อเสีย กับร่างกายเหมือนกัน

รสเค็ม

          หลายคนชื่นชอบรสชาติเค็ม ถึงแม้จะรู้กันดีอยู่แล้วว่า ความเค็มที่มากเกินไปจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ซึ่งอาหารไทยหลายชนิดมีส่วนผสมของเกลือในปริมาณสูง โดยความเค็มยังแอบซุกซ่อนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมอบกรอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักดอง และซอสต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารตามธรรมชาติบางอย่างก็ยังมีโซเดียมสูง เช่น อาหารทะเลและเนื้อสัตว์ต่าง ๆ หมายความว่า เวลาที่เราจะรับประทานอะไรก็ควรต้องระมัดระวังในการปรุงรสพอสมควร มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมสูงเกิน

          สำหรับโทษของการกินเค็มจัดคือ ทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง แต่ความอันตรายยังไม่หมดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะความเค็มยังอาจก่อให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ อาการบวม หัวใจวาย ริดสีดวง ไมเกรน และภาวะกระดูกบาง ซึ่งถ้าเราทานเกลือให้น้อยลงจะส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น


รสหวาน

          เมื่อพูดถึงความหวาน น้ำตาลก็คือสิ่งที่หลายคนนึกถึง ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกายในทันทีที่กินเข้าไป ส่งผลให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในความหวานก็ควรระวังไว้สักนิด เพราะหวานมากไปก็ทำให้อ้วน เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนก่อให้เกิดไขมันสะสม

          นอกจากนี้ อาหารรสหวานยังเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปมาก ๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งคนเป็นเบาหวานกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนัก และเป็นอันตรายมากเท่านั้น


รสเปรี้ยว

          รสเปรี้ยวมีคุณสมบัติสำคัญในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดี ให้ปล่อยน้ำย่อยช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับเสมหะ และแก้เลือดออกตามไรฟัน ซึ่งการรับรสเปรี้ยวจากธรรมชาติอย่าง มะนาว มะกรูด มะขาม มะม่วงดิบ หรือสับปะรด นับว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากนัก

          แต่ถ้าเป็นความเปรี้ยวที่มาจากสารสังเคราะห์อย่างน้ำส้มสายชู หากบริโภคมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน โดยโรคที่มากับอาหารรสเปรี้ยวคือ ท้องเสีย ร้อนใน ระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา และกระดูกผุ


รสเผ็ด

          ทั้งความเผ็ดที่มาจากพริก หรือสมุนไพร เช่น กานพลู ยี่หร่า กระเทียม หัวหอม และพริก ซึ่งความเผ็ดนี่เองที่จะช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้ใหญ่เป็นไปตามปกติ แต่ถ้าบริโภคมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคกรดในกระเพาะอาหารที่ทำให้นักกินเผ็ดมักมีอาการท้องขึ้นและ อึดอัด

          นอกจากนี้ รสชาติอันเผ็ดร้อนจนเกินไปยังสามารถก่อให้เกิดสิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติทำให้เกิดสิวได้ง่าย และที่สำคัญอาหารรสเผ็ดยังมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเผ็ดจึงมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจโดยไม่รู้ตัว

 
          เพราะฉะนั้นอาหารที่รสชาติจัดจ้านจนเกินไป อาจจะถูกปากเราในปัจจุบัน แต่ก็จะส่งผลเสียให้เราในอนาคตได้นะคะ ทางที่ดีก่อนที่เราจะปรุงอาหารตามรสชาติที่ชื่นชอบนั้น ลองหยุดคิดสักนิด หรือชิมก่อนปรุงสักหน่อย ลองทานอาหารที่ไม่ต้องปรุงมากจนเกินไป พยายามลดการปรุงอาหาร งดการทานอาหารแปรรูปต่าง ๆ และที่สำคัญอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนบริโภคค่ะ

แหล่งที่มา Woman Plus, http://health.kapook.com/view95926.html

Thursday, August 28, 2014

5 อาหารดี ๆ ที่กินเยอะไป ก็ไม่ดีได้เหมือนกัน



        จากประโยคที่บอกต่อ ๆ กันมาว่า กินผักเยอะ ๆ จะได้มีสุขภาพดี กินผลไม้เยอะ ๆ แล้วจะได้ผิวสวย ๆ นั้น บางทีก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปแล้ว เพราะบอกเลยว่าไม่ว่าอาหาร ผัก ผลไม้นั้นจะมีประโยชน์มากมายสักแค่ไหน แต่ถ้ากินมากไป ก็มีผลเสียด้วยกันทั้งนั้น

1. มะละกอ

          มะละกอ ผลไม้ดี มีประโยชน์มากมาย ไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยและยังดีต่อระบบขับถ่าย จึงมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าเมื่อระบบขับถ่ายดีขึ้นนั้น โรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารนั้นก็พลอยจะบรรเทาลงไปด้วย

          การจะกินมะละกอเป็นผลไม้ลดน้ำหนักนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด แต่ก็ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป เพราะถ้ากินมากเกินไป มะละกออาจทำให้คุณมีผิวที่เหลืองขึ้นได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะ

          และนอกจากนี้มะละกอยังมีวิตามินเอสูง ถ้ากินมากไป มีความเสี่ยงต่อกระดูกและข้อต่อ อาจมีอาการเบื่ออาหาร เซื่องซึม นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ผมร่วง ปวดศีรษะ ท้องผูก


2. ส้ม

          ใคร ๆ ก็รู้ว่ากินส้มเยอะ ๆ แล้วจะช่วยให้ผิวดี ระบบขับถ่ายดี เพราะส้มจัดเป็นผลไม้ประเภทหนึ่งที่มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งวิตามินซีมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย, ป้องกันอนุมูลอิสระ, ต่อต้านโรคหัวใจ, ช่วยให้สุขภาพเหงือกแข็งแรง ทั้งยังโด่งดังเรื่องบรรเทาอาการหวัด

          แต่การได้รับปริมาณวิตามินซีมากเกินไป มากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวันต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้ รวมถึงหากรับประทานวิตามินซีมากเกิน 1,000 มิลลิกรัม ยังอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย และหากทานตอนท้องว่างก็อาจเกิดการระคายเคืองในทางเดินอาหาร เนื่องจากความเป็นกรดของวิตามินซี ทั้งยังอาจเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือถึงขั้น คลื่นไส้ อาเจียนได้ด้วย

 
3. ทูน่า

          ทูน่า ปลาทะเลน้ำลึก หนึ่งในอาหารทะเลมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ มี DHA (DOCOSAHEXAENOIC ACID) ซึ่งมีประโยชน์โดยตรงกับสมอง ช่วยบำรุงเซลล์สมอง และเสริมสร้างความจำ

          แต่แม้ปลาทูน่าจะมีคุณประโยชน์สูง แต่สำหรับสตรีมีครรภ์ เด็กเล็ก และหญิงที่เพิ่งคลอด ควรหลีกเลี่ยงหรือรับประทานแต่น้อย ประมาณ 3 ก้อนสำหรับไลท์ทูน่า หรือ 1 กระป๋องสำหรับทูน่าขาว เพื่อป้องกันอันตรายจากสารปรอท เพราะทูน่ามีสารปรอทอยู่ในเนื้อปลาเอง ถ้ากินมาก อาจทำให้มีปรอทสะสมมากเกินไปในร่างกาย อาจทำให้เกิดผลเสียต่อระบบประสาท เช่น การตายของเนื้อสมองบางส่วน

 
4. กะหล่ำปลี

          กะหล่ำปลี ผักยอดฮิตของอาหารสุดแซ่บอย่างส้มตำที่ดับเผ็ดได้ดี ซึ่งอันที่จริงกะหล่ำปลีนั้นมีประโยชน์มากมาย แต่ทว่า การกินกะหล่ำปลีดิบมาก ๆ อาจเป็นปัญหากับสุขภาพในระยะยาว

          พืชตระกูลกะหล่ำทุกตัว จะมีคุณสมบัติในการป้องกันและยับยั้งการเกิดมะเร็งได้ในหลาย ๆ ส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร เต้านม มดลูก รังไข่ และยังมีฤทธิ์ในการขับสารพิษออกจากร่างกายได้ แต่ถ้าคุณรับประทานกะหล่ำปลีเป็นประจำ ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพของตับให้ทำงานดีขึ้น

          แต่ในขณะเดียวกัน ในกะหล่ำปลี ก็มีสาร Goitrogen อยู่มาก ซึ่งสาร Goitrogen นี้จะไปกันไม่ให้ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีนไปสร้างเป็น Thyroscine ส่งผลจะทำให้เกิดโรคคอหอยพอกได้

          หากชอบกินกะหล่ำปลีประจำ ควรกินกะหล่ำปลีสุกจะดีกว่ากินกะหล่ำปลีดิบ เพราะสาร Goitrogen นี้จะถูกทำลายได้โดยการทำให้สุก ดังนั้นควรทำให้สุก และกินแต่พอดี


5. น้ำ

          แม้แต่น้ำ ก็ไม่พ้นจากข้อครหานี้ไปได้… จริงอยู่ที่น้ำเป็นสิ่งที่ร่างกายคนเราขาดไม่ได้ แต่การดื่มน้ำมากเกินวันละ 6-7 ลิตร เพราะเสี่ยงเกิดอาการไฮโปแนทรีเมีย สมองบวมจนเสียชีวิตได้

          การ ดื่มน้ำมากไปจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำปริมาณมากเกินไปในเวลารวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะน้ำเกิน หรือน้ำเป็นพิษ และน้ำจะมีผลให้ธาตุโซเดียมในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะรักษาสมดุลน้ำระหว่างนอกเซลล์และภายในเซลล์ไม่ได้ ทำให้เซลล์บวมและทำให้ช็อก อาจกระตุกหรือชัก สมองบวม ปอดบวม หมดสติและเสียชีวิตได้

          เพราะฉะนั้นดื่มในปริมาณที่เหมาะสมตามปกติที่วันละ 6-8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร ดื่มอย่างพอเหมาะพอควร ก็เพียงพอสำหรับร่างกายแล้ว

 
          ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าตั้งอยู่ในพื้นฐานของความพอดีแล้ว ยังไงก็เป็นสิ่งดีต่อตนเองอยู่เสมอ


แหล่งที่มา  emagazineinfo, http://health.kapook.com/view96887.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, August 26, 2014

น้ำหนักควบคุมได้ ทำไมต้องพึ่งยาลดความอ้วน



           "อ้วน อ้วน.....ใครใครก็หาว่าเธอน่ะอ้วน" สาว ๆ หลายคนคงรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาทันที ถ้าหากมีใครมาทักว่า "อ้วน" ทำให้ปัจจุบันกระแสการลดน้ำหนักจึงเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย
          ยิ่งมีวิธีทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องใช้เวลามาก แต่เห็นผลเร็วอย่าง "การใช้ยา หรือวิตามินลดความอ้วน" โดยมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงสรรพคุณต่าง ๆ ที่ทำให้ผอมเพรียวได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่า การใช้ยาหรือวิตามินลดความอ้วนเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตเป็นอย่างมาก

          อาจารย์ สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือ โค้ชเป้ง ได้พูดถึงอันตรายของยาลดความอ้วนว่า การบริโภคยา หรือวิตามินลดความอ้วน มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเบื้องต้นเมื่อผู้บริโภคใช้ได้สักระยะหนึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและเป็นโรคขาดสารอาหาร ส่วนผลกระทบด้านอารมณ์และจิตใจ ตามปกติถ้าเราไม่ได้กินอาหาร หรือกินในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย ทำให้ขาดพลังงานและรู้สึกหิว เกิดอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ซึ่งผู้ใช้ยาลดความอ้วนก็มีอาการเช่นเดียวกัน

          "ส่วนปฏิกิริยาที่เรียกว่า "โยโย่ เอฟเฟคท์" คือ การลดน้ำหนักมากเท่าไหร่ ก็จะกลับมามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องอายุ และเพศก็มีส่วนเกี่ยวข้องเหมือนกัน เพราะผู้หญิงมีกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย จึงมีการเผาผลาญน้อยกว่า ทำให้มีโอกาสเกิดโยโย่ เอฟเฟคท์ ได้ง่ายและมากกว่าผู้ชาย ส่วนผู้ที่มีอายุมากจะมีโอกาสเกิดได้ง่ายและเยอะกว่าวัยหนุ่มสาว"อาจารย์สา ธิก อธิบายเพิ่มเติม


เริ่มต้นควบคุมน้ำหนัก ควรทำอย่างไร ?

          โค้ชเป้ง แนะนำว่า จริง ๆ แล้วการดูแลสุขภาพเป็นขั้นตอนที่ต้องทำทั้งชีวิต ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่างพร้อมกันภายในครั้งเดียว แต่ควรปรับไปทีละขั้น สัปดาห์แรกอาจเริ่มจากลดเครื่องดื่มน้ำอัดลม 3 ขวด เหลือเพียงขวดเดียว และลดจำนวนลงในสัปดาห์ถัดไป

          เมื่อทำครบหนึ่งสัปดาห์ก็เริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ เป็นการกินข้าวเย็นน้อยลง แต่ต้องลดเครื่องดื่มน้ำอัดลมควบคู่ไปด้วย สัปดาห์ถัดมาอาจจะเพิ่มกิจกรรมทางกาย จากขึ้นลิฟต์เป็นเดินขึ้นบันไดแทน เพียงเพิ่มกิจกรรมใหม่สัปดาห์ละหนึ่งอย่าง และทำกิจกรรมเก่าไปพร้อม ๆ กันด้วย แต่ต้องทำต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จึงจะได้ผลอย่างยั่งยืน
 
กิจกรรมทางกาย มีอะไรบ้าง

          กิจกรรมทางกาย มีตั้งแต่นอนหลับถึงตื่น ทุกอิริยาบทที่เผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นกิจกรรมทางกายทั้งหมด องค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำว่า ถ้าต้องการมีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี ควรมีกิจกรรมทางกายที่มีความหนักระดับปานกลางบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที กิจกรรมระดับปานกลางจะสังเกตได้จากปฏิบัติแล้วหัวใจมีการเต้นแรง หายใจแรง อย่างเช่น การขึ้นบันได วิ่งจ๊อกกิ้ง เดินเร็ว หรืออะไรก็ตามที่ทำให้หัวเต้นและหายใจแรง


ควบคุมน้ำหนักถูกวิธี โดยไม่ต้องพึ่งยาลดความอ้วน

          "กินอาหารครบมื้อ แต่ละมื้อครบหมู่" เป็นหลักง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ เพราะการงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้าและมื้อเย็น แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้น้ำมันมาก ทั้งอาหารประเภททอดและผัด ควรกินผัก ผลไม้เยอะ ๆ เพราะไม่มีแคลอรี่ และมีไฟเบอร์สูงสามารถดูดซับไขมัน และขับออกทางอุจจาระ ซึ่งปลอดภัยกว่ายาลดความอ้วน

          อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของการควบคุมน้ำหนักอีกอย่างหนึ่งคือ "งดหวาน" ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนมต่าง ๆ ที่มีแป้ง ไขมัน และน้ำตาลในปริมาณสูง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีรสหวาน น้ำอัดลม นมเปรี้ยว ก็ควรหลีกเลี่ยง และควรดื่มน้ำเปล่าแทน" โค้ชเป้ง แนะนำ

          ในเมื่อรักที่จะมีรูปร่างดีแล้ว ก็อย่าลืมรักตัวเองด้วย เพราะการลดความอ้วนให้เห็นผลและมีสุขภาพดีนั้น มีหลายวิธีให้เลือกปฏิบัติ อย่าใช้ "หนทางลัด" ซึ่งเป็นวิธีที่ทำร้ายตัวเราเองเลยค่ะ 


เรื่องโดย พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th
แหล่งที่มา  สสส., http://health.kapook.com/view70924.html

Monday, August 25, 2014

กินอยู่อย่างประหยัดครอบครัวไหนก็ทำได้



 
          ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ที่หมายถึงของขึ้นราคาในทุกอย่างทั้งเรื่องอุปโภค บริโภคและสาธารณูปโภค หลายครอบครัวต่างมีมาตรการรับมือ และวางแผนค่าใช้จ่ายในทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน

          เรื่องกินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนในครอบครัว กินอยู่อย่างประหยัดไม่ใช่การกินเพื่อให้อิ่มไปแต่ละมื้อโดยไม่เสียเงิน หรือเสียเงินน้อยที่สุดเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณค่าทางสารอาหารที่ได้รับเข้าไปด้วยว่าเพียงพอกับความต้อง การของร่างกายหรือไม่ ยิ่งเด็ก ๆ ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายต้องการสารอาหารหลากหลายไปสร้างเสริมพัฒนาการต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร เรื่องกินจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เช่นกัน แต่อย่าลืมว่าของกินที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีราคาสูงเสมอไป ของกินทั่วไปที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด หากรู้จักเลือก รู้จักซื้อ รู้จักนำมาทำกิน ของราคาไม่กี่บาทก็สามารถเป็นของอร่อยของดี มีคุณค่าสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้

หลากหลายวิธีกินดี ประหยัดได้

แปลงร่างเป็นพ่อครัวแม่ครัว

          หลายครอบครัวมักเลือกความสะดวกสบายเกี่ยวกับการกินด้วยการซื้อแกงถุง ซื้อก๋วยเตี๋ยว กินอาหารตามสั่ง หรือเลือกไปกินตามร้านอาหาร หากเป็นเช่นนั้นอยากให้สมาชิกในครอบครัวลองพิจารณาการปรุงอาหารกินเองที่ บ้านกันสักหน่อยอาจเสียเวลาและเหนื่อยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ความประหยัดจะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แม้ว่าการซื้อของสดในแต่ละครั้งจะมากกว่าการซื้ออาหารสำเร็จรูปมากินในหนึ่ง มื้อ แต่อย่าลืมว่าของสดที่นำมาใช้ ก็มักจะนำมาใช้ไม่หมดในคราวเดียว ยังสมารถเก็บมาปรุงเป็นเมนูอื่น ๆ ในมื้อต่อไปได้อีก นอกจากนี้การปรุงอาหารกินเอง คุณพ่อคุณแม่ก็มั่นใจได้ว่าเราเลือกซื้อแต่ของที่มีคุณภาพ ผ่านการล้างการปรุงที่สะอาดและปลอดภัยแน่นอน แถมยังสามารถปรุงรสชาติให้ถูกปากถูกใจสมาชิกในครอบครัว

พกกระปุกข้าวใบน้อย

          เมื่อหุงข้าวเอง ทำอาหารกินเอง วัตถุดิบพร้อมขนาดนี้ก็น่าจะผูกข้าวกล่องส่วนตัวพกไปกินได้ทุกวัน หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ไปทำงานถึงเวลามื้อกลางวันทีไรมักเบื่อกับการเลือก ว่าวันนี้จะกินอะไรดี การผูกข้าวไปกินเองนอกจากจะได้กับข้าวที่อ่อยถูกใจเราแล้ว ยังไม่ต้องเสียเวลาไปรอคิวซื้ออาหารอีกด้วย ประหยัดทั้งเงินประหยัดทั้งเวลาจริง ๆ นอกจากนี้การห่อข้าวกล่องไปให้เด็ก ๆ กินที่โรงเรียน ยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวลไปได้ว่าลูกของเราจะได้กินอาหารที่ สะอาด อร่อย และมีคุณค่ากับเขาแน่นอน

เปลี่ยนสถานที่ช้อปปิ้ง

          แม้ว่าการเลือกซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตจะสะดวกสบาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินซื้อของตามตลาดสดนอกจากจะได้ สัมผัสกับวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ยังได้สนุกกับการต่อรองราคา เจอแม่ค้าใจดีก็อาจได้ของแถมเพิ่มมาให้ อีกทั้งราคาของส่วนใหญ่ไม่ว่าจะผัก ผลไม้ หรือของสด ของแห้ง ก็มักจะมีราคาถูกกว่า นอกจากนี้ยังอาจได้เจอกับผักผลไม้พื้นบ้านต่าง ๆ ที่แม้แต่ตามห้างสรรพสินค้า ก็ยังไม่มีวางขายอีกด้วย

ดูของเป็น ได้ของดี

          การประหยัดเรื่องการกิน ไม่ใช่เป็นเพียงการซื้อของได้ในราคาถูก แต่ของที่เลือกซื้อมานั้นต้องมีคุณภาพด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรรู้วิธีการเลือกซื้อของต่าง ๆ เช่น ปลาสดดูอย่างไร ไข่เก่า ไข่ใหม่ต่างกันอย่างไร ผัก ผลไม้ควรเลือกซื้อแบบไหน กะปิที่ดีควรเป็นอย่างไร เครื่องปรุงรสยี่ห้อไหนอร่อยและดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานในการเลือกซื้อของที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาก่อนการ เลือกซื้อเพื่อที่จะได้ของที่มีคุณภาพสมกับราคาที่จ่ายไป

สำรวจสินค้า เปรียบเทียบราคา

          การเลือกเดินซื้อของต้องใจเย็น ๆ ไม่ใช่เจอปุ๊บซื้อปั๊บ โดยเฉพาะของที่มีวางขายอยู่หลาย ๆ ร้าน สิ่งที่ควรทำคือเดินสำรวจทั้งคุณภาพของและราคาที่ขาย ร้านที่เราเลือกซื้ออาจเป็นร้านที่ขายราคาสูงกว่าเจ้าอื่นนิดหน่อย แต่หากได้ของที่สด ใหม่ และมีคุณภาพกว่าก็ควรยอมจ่ายไป ดีกว่าซื้อของที่ราคาถูกกว่าแต่ของที่ได้มาต้องทิ้งไปเพราะเสียบ้าง เน่าบ้าง ก็จะกลายเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

ของพื้นบ้านประโยชน์มากมี

          ผักผลไม้ล้วนมีคุณค่าคุณประโยชน์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป ผัก ผลไม้พื้นบ้านอย่าง กล้วยน้ำว้า สับปะรด ฝรั่ง มะละกอ ขนุน ฟักทอง แตงกวา ตำลึง ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว บวบ ฯลฯ นอกจากจะมีราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่ายแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นเลยที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกซื้อหาแต่เฉพาะผัก ผลไม้ที่เป็นของนอก ราคาสูงมาทำกินในครอบครัว โดยเฉพาะเลือกซื้อมาให้เด็ก ๆ ได้กินเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าลูกจะได้กินแต่ของดี ๆ มีประโยชน์ ทั้งที่จริงแล้วผัก ผลไม้พื้นบ้านที่มีขายอยู่ทั่วไปนั้นก็มีประโยชน์ไม่แพ้กันเลยทีเดียว

ลงแรงปลูกของกินเอง

          หากพอมีเวลาและพื้นที่ อีกหนึ่งกิจกรรมดี ๆ ที่คุณพ่อ คุณแม่ และคุณลูกสามารถร่วมมือร่วมใจทำกันได้ ก็คือ ปลูกผักผลไม้ไว้กินเอง นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังมีความภูมิใจจากการได้เก็บเกี่ยวและผลิตเอง และเฝ้าดูแลจนสามารถนำมากิน มาใช้ได้จริงอีกด้วย

รู้จักวิธีเก็บรักษาอาหาร

          บางครั้งของสดที่ซื้อมาอาจไม่ได้นำมาปรุงให้หมดในครั้งเดียว การทำความสะอาดให้เรียบร้อย และจัดแบ่งเก็บในถุงรักษาอาหาร หรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมเขียนป้ายกำกับไว้ว่าของชิ้นนั้นคืออะไร ซื้อมาเมื่อไหร่ และเก็บแช่ไว้ในตู้เย็นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีของการเก็บรักษาอาหารอีกทั้งยัง สะดวกในการหยิบมาปรุงอีกด้วย แม้กระทั่งอาหารที่ปรุงสำเร็จเมื่อกินไม่หมดก็ควรเก็บในตู้กับข้าวหรืออาจ เก็บในตู้เย็นด้วยวิธีการเดียวกับการเก็บรักษาของสด เพียงแต่ควรแยกเก็บคนละที่เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค เพียงเท่านี้ของก็จะไม่เน่าเสียและยังสามารถนำมาอุ่นกินในมื้อต่อไปได้อีก ด้วย

ของเก่าปรุงใหม่

          การทำอาหารถือเป็นความท้าทายอีกแบบหนึ่งสำหรับคุณพ่อบ้านและคุณแม่บ้านในการคิด เมนูอาหารจากของสดแบบเดิมที่มีอยู่ให้กลายเป็นอาหารเมนูใหม่ ๆ ไม่ซ้ำแบบเดิม หรือแม้กระทั่งการนำอาหารหรืของที่สุกแล้วมาปรุงอีกครั้งให้เป็นเมนูใหม่ที่ ถูกใจสมาชิกในครอบครัวก็สามารถสร้างสีสัน หลีกหนีความจำเจ และที่สำคัญยังประหยัดงบค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อยเลย

มีวินัยการซื้อและการกินที่ดี

          ของทุกอย่างที่เลือกซื้อมากินจะคุ้มค่าและประหยัดเพียงใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ปริมาณ คุณภาพและราคาของเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรู้จักกิน รู้จักเลือกซื้อ และรู้คุณค่าของเงินที่เสียไป กล่าวคือสมาชิกในครอบครัวควรควรมีพฤติกรรมการกินที่ดี ไม่กินทิ้งกินขว้าง ปล่อยของให้เหลือทิ้ง บูด เน่าเสียไป ควรมีวิถีการกินอย่างพอเพียง กินแต่พอดี ตักแต่พออิ่ม ส่วนของที่เลือกซื้อมาก็ควรซื้อเท่าที่จำเป็น ซื้อแต่พอดี ไม่ซื้อเยอะเพราะเห็นว่าราคาถูก ทั้งที่ซื้อมาแล้วก็กินไม่หมด กินไม่ทันก็จะทำให้เงินที่ซื้อของไปนั้นสูญเปล่า อีกทั้งควรเลือกซื้อและเลือกกินแต่ของที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่สามารถปลูกฝังให้เด็ก ๆ รุ้จักคุณค่า ประโยชน์และโทษของอาหารได้ตั้งแต่ยังเล็ก

          มีหลากหลายวิธีมาแนะนำขนาดนี้ชวนสมาชิกในบ้านทดลองทำดู รับรองไม่เสียหาย แถมยังมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นอีกด้วยนะจ๊ะ


เรื่อง : แก้มกลม
แหล่งที่มา  Mother&Care, http://baby.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต