Friday, December 16, 2016

กิจกรรมง่าย ๆ กระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารแห่งความสุข




         กรมสุขภาพจิตชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมรณรงค์สร้างสุขกันทั่วหน้าภายใต้แนวคิด "ฮอร์โมนความสุข...สร้างได้ทุกวัย" เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย ได้เรียนรู้ถึงวิธีสร้างสุขด้วยตัวเอง ด้วยการทำกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ว่า "สุขภาพดี เริ่มต้นที่นี่"

          นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า "ความสุข" เป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยต้องการ แต่อาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยมีการศึกษาจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า ความสุขนั้นมีความสัมพันธ์กับสมอง เมื่อคนเรามีความสุขสมองซีกซ้าย ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล การวิเคราะห์ และการคำนวณ จะทำงานมากขึ้น ขณะที่เมื่อเรามีความรู้สึกในเชิงลบหรือมีความทุกข์ สมองซีกขวาซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการและศิลปะจะทำงานมากกว่า ดังนั้นคนที่สมองซีกซ้ายทำงานมากกว่าซีกขวา จึงมักจะเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม และมีความคิดในเชิงบวก คนที่อยู่รอบข้างก็มักจะรู้สึกถึงความสุขไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากพวกที่สมองซีกขวาทำงานมากกว่า ที่จะพบว่า เป็นคนที่มีความคิดในแง่ร้ายความจำไม่ดี และมีความรู้สึกในเชิงลบมากกว่าทำให้คนที่อยู่รอบข้างรับรู้ถึงความทุกข์ไปด้วย

          นอกจากนี้ความสุขของคนเรายังเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือสารเคมีในสมองด้วยเช่นกัน เช่น โดปามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ที่จะหลั่งเมื่อเราเกิดความรู้สึกประสบความสำเร็จ หรือได้รับการตอบสนองตามความสำเร็จ หรือได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ซีโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทอีกชนิดหนึ่งที่หลั่งเมื่อเราเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย หรือรู้สึกมีความสุขสงบ และ เอ็นดอร์ฟิน หรือ สารแห่งความสุข เป็นฮอร์โมนที่หลั่งในขณะที่อารมณ์ดี และมักจะหลั่งออกมาหลังจากออกกำลังกาย อีกทั้งยังเป็นสารที่ช่วยลดความเจ็บปวดได้อีกด้วย ซึ่งสารทั้งสามชนิดนี้มักจะหลั่งออกมาพร้อม ๆ กัน ในขณะที่เรามีความสุข ส่วนสารเคมีในสมองบางตัวที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์หรือความเครียด ได้ คอร์ติโซน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งเมื่อเรามีความเครียด หรือมีความกดดัน ฮอร์โมนชนิดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ทำให้ความสามารถในการคิดและการจำลดลง และทำภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงเช่นเดียวกัน

          อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่าในการสร้างความสุขของทุก ๆ คนจึงไม่มีสูตรสำเร็จรูปแต่สิ่งที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนความคิด การรับรู้และการตัดสินคุณค่าของตัวเราให้เป็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตที่นำไปสู่ความสุขและความสมดุลได้ไม่ยาก ความสุขในชีวิตจึงไม่ใช่เกิดจากการไขว่คว้าหรือแสวงหาจากสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียวแต่ยังอยู่ที่ตัวเราว่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากหรือสุขน้อย ตราบใดที่ตัวเราสามารถให้ความรักแก่ตนเองและผู้อื่น ยอมรับตัวเราและผู้อื่นยอมรับความเป็นจริงในปัจจุบัน สามารถชื่นชม ภาคภูมิใจ สิ่งที่เรามีและสิ่งที่ผู้อื่นมี มีความอ่อนโยนและเมตตาทั้งตัวเราและผู้อื่น มองโลกตามความเป็นจริง มองทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ มีแง่ดีงามอยู่เสมอ รวมทั้งมีอารมณ์ขันกับเรื่องรอบตัวบ้าง เราก็จะเป็นสุขได้เช่นกัน

          สำหรับวิธีที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุขนั้นอธิบดีกรมสุขภาพจิตได้ให้แนะข้อปฏิบัติไว้ 5 ข้อ ดังนี้
 
          1. ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ครั้งละ อย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขทั้ง 3 ตัว ได้แก่ ซีโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อความสุข ความมั่นคงทางอารมณ์ แลtช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า เอ็นดอร์ฟิน ที่เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกดี ลดความกังวลและความเจ็บปวด และโดปามีน ที่เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง
 
         2. รับประทานอาหาร จำพวกน้ำตาล ไขมัน และโคเรสเตอรอลในระดับที่พอเหมาะ ไม่น้อยเกินไป การรับประทานอาหารประเภทน้ำตาลหรือไขมันในระดับต่ำเกินไปจะทำให้ระดับโดปามีน ในร่างกายต่ำไปด้วย การรับประทานกล้วย ธัญพืช สามารถช่วยเพิ่มระดับของโดปามีนได้ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารโปรตีนที่มีส่วนประกอบของ ทริปโตเฟน ในปริมาณมาก เช่น เมล็ดทานตะวัน เม็ดฟักทอง ปลา นม กล้วย ถั่วลิสง จะช่วยเพิ่มการหลั่งของ ซีโรโทนิน
  
        3. ทำกิจกรรมท่ามกลางแสงแดด อย่างน้อย 20 นาทีในตอนเช้า จะส่งผลให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนิน ที่จะเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ช่วยในเรื่องของการนอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่ในตอนกลางคืน
  
        4. นวดตัว เป็นพลังจากการสัมผัส ซึ่งมีรายงานวิจัยได้ Touch Research Institute ของ Miami Scool of Medicine พบว่าการนวดตัวช่วยเพิ่มซีโรโทนิน ถึง 28% และลดสารคอร์ติโซน ที่เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดได้ถึง 31 %

        5. ลดเครียดและจัดการอารมณ์ที่ทำให้เครียด เช่น ความกังวล ความโกรธ ความกลัว เพื่อช่วยเพิ่มระดับของซีโรโทนิน อาทิ การฝึกหายใจคลายเครียด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรมสุขภาพจิต
ลงประกาศ ณ วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
http://icare.kapook.com/content_detail.php?t_id=0&id=3599
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/roses-garden/

Thursday, October 6, 2016

11 คุณประโยชน์ของ ‘การตื่นเช้า’ ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ




สำหรับใครหลายๆ คน การตื่นเช้าเป็นสิ่งที่ลำบากและน่าเบื่อสุดๆ แน่นอนว่าคุณต้องเคยเจอเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนนักเรียนประเภทที่ดูร่าเริงจนน่าเหลือเชื่อในยามเช้าบ้างใช่ไหม? คนประเภทที่ยิ้มร่าเริงแถมยังพูดถึงสิ่งดีๆ ที่เขาได้ทำในยามเช้า เช่น วันนี้ตอนเช้าผมไปวิ่งรอบหมู่บ้านมา อากาศดีสุดๆ ไปเลย วันนี้ฉันได้ไปนั่งกินร้านอาหารเช้าร้านนึงแถวบ้าน อร่อยมากๆ  แล้วคุณก็มองย้อนกลับมาดูตัวเอง ในเวลาที่พวกเขาเหล่านั้นได้เริ่มต้นวันใหม่อย่างแจ่มใส คุณกลับเพิ่งจะลุกออกจากเตียงด้วยความงัวเงียแล้วก็ต้องเร่งรีบมาที่ทำงานเพราะว่าคุณสายแล้ว! 


เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้คนที่ชอบตื่นเช้ายังไงก็ได้เปรียบกว่าเห็นๆ ถ้าไม่เชื่อจะลองถาม CEO ชื่อดังเหล่านี้ดูก็ได้ Tom Cook (Apple), Indra Nooyi (PepsiCo) หรือไม่ก็ Jack Dorsey (Twitter) 


แล้วคุณจะผันตัวมาเป็นเทพแห่งการตื่นเช้าได้อย่างไรล่ะ"  ก็จริงอยู่ที่ว่ามันอาจจะรู้สึกเหนื่อยหน่อยในระยะแรก แต่รับประกันได้เลยว่ามันจะส่งผลดีในระยะยาวอย่างแน่นอน

 
ถ้าคุณอยากได้หลักฐานที่ว่า ทำไมการตื่นนอนและเริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่เช้าถึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากับชีวิตแล้วล่ะก็ ลองอ่าน 11 ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการตื่นแต่เช้า นี้ดู ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณนึกอยากลุกจากที่นอนอย่างเร็วไวก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นก็เป็นได้นะ


1.  คุณจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานยิ่งกว่าที่เคย

ถ้าถามว่า ควรทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน ตอบได้ง่ายๆ เลยว่า "แค่ตื่นแต่เช้าก็พอ" 


ตามที่ Harvard Business Review ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้ว่า นักชีววิทยานามว่า Christoph Randler เขาพบว่า "กลุ่มคนที่ทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเช้า มักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่าผู้ที่เพิ่งจะมาตื่นตัวในช่วงเย็น เนื่องจากพวกเขามักไม่รอช้าและลงมือทำงานอย่างเร็วไว"

ซึ่งจากการสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 367 คน พบว่า กลุ่มนักศึกษาที่ตื่นเช้ามีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายในระยะยาว และมุ่งมั่นในการก้าวตามความฝันของตัวเองมากกว่า


2.  คุณจะเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง

ผู้คนที่ตื่นเช้าจะไม่ผลัดสิ่งที่สามารถทำได้ในวันนี้ เพื่อไปทำในวันต่อไป

Eric Jaffe ได้กล่าวไว้ในงานเขียน Fast Co Design ว่า งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย DePaul ในปี 1997 พบว่าผู้คนที่ชอบทำงานตอนเย็นมีแนวโน้มในการผลัดวันประกันพรุ่งมากกว่า และการวิจัยในเวลาต่อมายังพบว่า วัยรุ่นที่ชอบทำงานตอนเย็นมักจะมีแสนวโน้มชอบพลัดวันประกันพรุ่งและต้องตรากตรำกับการเรียนมากกว่าผู้ที่ชอบตื่นเช้า



การผลัดวันประกันพรุ่งเป็นนิสัยที่ไม่ควรมีติดตัวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมันจะเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาตัวเอง ดังนั้น ถ้าหากคุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ การเปลี่ยนมาเริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่เช้าตรู่ก็ดูน่าจะช่วยได้ไม่น้อยเลย


3.  มันจะส่งผลดีเมื่อคุณเริ่มมีอายุมากขึ้น

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Emotion กล่าวว่า มีนักวิจัยหลายคนค้นพบว่า วัยรุ่นตอนปลายมักจะมีนิสัยที่ไม่ชอบตื่นเช้ากัน อย่างไรก็ตาม มีบางรายงานที่ค้นพบว่า "การตื่นมีแนวโน้มที่จะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีเมื่อถึงช่วงวัยกลางคน"


ฉะนั้นแล้ว ก็อย่าลืมตักตวงโอกาสในการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีกันเสียตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่ว่าเมื่อแก่ตัวไปจะได้รับผลกำไรจากลักษณะนิสัยนี้


4.  มันจะทำให้คุณมีความคิดในเชิงบวกมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งในปี 2012 ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Emotion ค้นพบว่า ผู้คนที่ตื่นเช้ามักมีพื้นฐานทางอารมณ์ในเชิงบวกมากกว่าคนตื่นสาย ซึ่งนักวิจัยได้สันนิษฐานว่า ความคิดในแง่บวกที่เกิดขึ้นเป็นผลเชื่อมโยงมาจากจังหวะของนาฬิกาชีวภาพในร่างกายมนุษย์


5.  คุณจมีความเด็ดเดี่ยว และให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

จากนิตยสาร Fast Co Design มีงานวิจัยหนึ่งในปี 2011 พบว่า ผู้คนที่โปรดปรานชีวิตยามเช้ามักจะมีลักษณะของความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ น่าคบหา ประพฤติตัวเหมาะสม มีการทำงานในเชิงรุก และมักจะให้ความร่วมมือในการทำงานเป็นอย่างดี ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะนิสัยที่ควรมีติดตัวไว้เป็นอย่างยิ่ง


6.  การเลื่อนเวลาปลุกออกไปบ่อยๆ อาจทำลายวันดีๆ ได้ทั้งวัน 

ถ้าคิดจะเลื่อนเวลาปลุกออกไป ก็เตรียมโบกมืออำลาให้ความสำเร็จได้เลย!

การตื่นขึ้นมาแล้วกดเลื่อนเวลาปลุกเพื่อที่จะกลับไปนอนต่อ จะทำให้เกิด การนอนหลับอย่างไม่ต่อเนื่อง หรือ Fragmented Sleep และมันจะส่งผลไปยังวงจรการนอนหลับของคุณ ซึ่งนำไปสู่อาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตลอดเวลา มีการศึกษาหนึ่งในปี 2011 ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร American Journal of Clinical Nutrition พบว่า การนอนหลับอย่างไม่ต่อเนื่องจะทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในแต่ละวัน 

ดังนั้น แทนที่จะพยายามตักตวงเวลาเพียงแค่สองสามนาทีเพื่อที่จะได้พักผ่อนสายตา ลองเปลี่ยนเป็นตื่นขึ้นมาแล้วลุกออกจากเตียงอย่างเด็ดขาด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในภายภาคหน้าจะดีกว่า


7.  การตื่นเช้าสามารถป้องกันโรคซึมเศร้าได้

โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้คนที่ชอบอยู่ดึกๆ มักมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าจริงหรือ? จากงานวิจัยหนึ่งในปี 2010 พบว่า ลักษณะของการเป็น บุคคลยามเย็นที่ชื่นชอบการบริหารจัดการชีวิตและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมการนอนในช่วงเย็น มีโอกาสก่อให้เกิดอัตราภาวะซึมเศร้าที่มากกว่าปกติ


8.  คุณจะมีเวลาในการทำสิ่งที่ชอบมากกว่าที่เคย 

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนหางานอดิเรกเล็กๆ ทำเพิ่ม ซึ่งการตื่นแต่เช้าจะช่วยให้คุณมีเวลาในการทำอะไรที่ชอบจริงๆ มากขึ้น ก่อนที่จะต้องไปเผชิญกับความวุ่นวายของงานในแต่ละวัน

ในบทความ "Eye of Storm" ของนิตยสาร Psychology Today Ray Williams ได้กล่าวถึงการศึกษาของ Luara Vanderkahm ภายใต้หัวข้อผู้คนที่ประสบความสำเร็จสูงมักจะทำอะไรก่อนเวลาอาหารเช้า? (What the Most Successful People Do Before Breakfast)” ซึ่งเธอได้ระบุว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะใช้เวลาในช่วงเช้าไปกับการทำงานอดิเรกเล็กๆ ที่ตัวเขาเองชื่นชอบ


9.  คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เสียสุขภาพได้มากขึ้น 


ถ้าใครอยากจะเลิกนิสัยเสียที่แก้ไม่หาย ขอให้ลองแปลงกายมาเป็นมนุษย์ยามเช้าดู

เนื่องจากมีการศึกษาในปี 2004 ที่ยืนยันว่า ผู้คนที่จะกระตือรือร้นในช่วงเย็นมักจะมีแนวโน้มในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-สูบบุหรี่มากกว่าคนปกติ 


10.  คุณจะเผชิญกับภาวะความเครียดน้อยลง 

สำหรับผู้คนที่ชื่นชอบการนอน การต้องตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับวันใหม่อาจเป็นอะไรที่ฟังดูน่าปวดหัวเอามากๆ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า การตื่นนอนแต่เช้าจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น 

จากนิตยสาร Fitness Magazine นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอนได้ค้นพบว่า ผู้คนที่ตื่นขึ้นมาราว 7 โมงเช้าในแต่ละวัน มีแนวโน้มความเครียดที่ต่ำกว่าผู้ที่ตื่นสายกว่านั้น


11.  คุณจะมีน้ำหนักที่คงที่ 

ถ้าอยากจะลดน้ำหนักล่ะก็ การตั้งนาฬิกาปลุกใหม่ให้ไวกว่าเดิมก็นับว่าเป็นความคิดที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจาก Huffinton Post ได้รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Northwestern ค้นพบว่า การตื่นขึ้นมาเริ่มต้นวันใหม่แต่เช้า มีแนวโน้มทำให้ค่า BMI ลดน้อยลงกว่าเดิม 



โพสท์โดย: SpiderMeaw
Source : Business Insider
http://board.postjung.com/992623.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/28991991325484758/

Tuesday, September 27, 2016

5 พฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่บ่งบอกว่าพวกเขาคือไอน์สไตน์ตัวน้อย




พัฒนาการเด็ก 5 อย่าง ที่ส่งสัญญาณฉายแววอัจฉริยะ ลองสังเกตลูกของคุณดูสิว่ามีหรือเปล่า

           คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยในช่วงวัยประถม มักจะเป็นกังวลถึงการเรียนรู้ของพวกเขาใช่ไหมคะ เพราะเด็กในวัยนี้เริ่มสนใจหลายสิ่งหลายอย่าง หัดอ่านหัดเขียน มีสังคมที่โรงเรียน และสมองของเด็กจะพัฒนาเต็มที่ ซึ่งถ้าหากพวกเขามีพฤติกรรมท่าทีอะไรแปลก ๆ ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่าลูกของคุณนั้นเป็นเด็กฉลาด ไหวพริบดี และเรียนรู้ได้เร็วสมวัยนั่นเองค่ะ ว่าแต่จะมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่เด็ก ๆ มักชอบทำกัน วันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมมาฝากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เราไปดูกันเลยดีกว่า


1. ช่างซักช่างถาม

           เด็ก ๆ ขี้สงสัยไปเสียทุกอย่าง ต่อให้เป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม เพราะพวกเขากำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ถ้าหากพวกเขาถามในเรื่องที่อธิบายยาก คุณพ่อคุณแม่อาจจะตอบแบบให้เด็กเข้าใจง่ายและแฝงความขี้เล่น หรือมีคำถามกลับให้เด็ก ๆ ได้กลับไปขบคิดด้วยตนเอง ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ดีต่อตัวเด็กและพ่อแม่ เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวแน่นแฟ้นมากขึ้นด้วยนะคะ
 

2. จดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี

           ไม่จำเป็นต้องท่องศัพท์หรือตำราเรียนได้อย่างเดียวนะคะ อาจจะเป็นการจดจำอดีตหรือสิ่งที่ลูกน้อยของคุณเคยเห็นผ่านตา แล้ววันนี้กลับนำมาถามซ้ำใหม่ นั่นแสดงว่าลูกน้อยของคุณมีความจำที่ดี และสามารถคิดแก้ไขปัญหาได้จากข้อมูลในความทรงจำนั่นเองค่ะ


3. สนใจอ่านหนังสือ

           อ่านหนังสือในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าอ่านจริง ๆ จัง ๆ ขอเพียงแค่เปิดหนังสือดูเล่นก็พอแล้วล่ะค่ะ อย่างเช่นพวกหนังสือนิทานนั้นจะมีรูปประกอบสีสันสวยงาม เด็ก ๆ จะให้ความสนใจกับรูปพวกนั้น ซึ่งถ้าหากพวกเขาอยากรู้เรื่อง คุณพ่อคุณแม่ก็อาศัยจังหวะนี้สอนหนังสือให้ลูกอ่านเองได้ โดยที่ไม่ต้องไปบังคับเด็กด้วยค่ะ
 

4. เก็บสะสมสิ่งของต่าง ๆ

           เคยสังเกตไหมคะว่าเวลาที่พาลูกน้อยไปเที่ยวชายทะเล พวกเขามักจะหยิบเปลือกหอยเล็ก ๆ ขึ้นมาเก็บใส่กระเป๋า หรือซื้อขนมห่อละ 5 บาท แต่กลับไม่กินขนมเลย แค่ต้องการของแถมที่อยู่ข้างในเท่านั้น เป็นเพราะลูกของคุณมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ส่งผลให้อารมณ์ดีและสมองก็จะพัฒนาได้ดีตามด้วยนั่นเองค่ะ


5. มีนิสัยชอบจัดเรียง

           เด็ก ๆ จะรู้สึกเพลินเพลินและสนุกไปกับการเรียงสิ่งของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เช่น เรียงสีไม้ในกล่อง เรียงของเล่นจากชิ้นเล็กไปหาชิ้นใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้บ่งบอกว่าลูกน้อยของคุณเริ่มรู้จักแยกแยะและแบ่งประเภทเป็น แถมยังฝึกความเป็นระเบียบไปในตัวอีกด้วยล่ะค่ะ

           รู้แบบนี้แล้วลองไปสังเกตลูกน้อยของคุณดูนะคะว่ามีพฤติกรรมตามที่บอกหรือเปล่า ถ้ามีแสดงว่าเจ้าหนูน้อยเริ่มฉายแววอัจริยะแล้วล่ะ ไม่แน่โตขึ้นไปอาจคิดค้นทฤษฎีใหม่ ๆ จนได้รับรางวัลโนเบลก็ได้นะ


ข้อมูลจาก : romper.com, raisesmartkid.com
http://baby.kapook.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81-157100.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/428475352023392987/

Monday, September 26, 2016

7 วิธีสร้างรอยยิ้มให้ลูก ๆ




          ถึงบางครั้งการซื้อของเล่นหรือเสื้อผ้าชิ้นโปรด จะช่วยให้ลูก ๆ อารมณ์ดีได้ไม่ยาก แต่ก็คงเทียบไม่ได้กับการทำให้เขาอารมณ์ดีด้วยความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ เพราะจะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและเติบโตขึ้นมาอย่างอบอุ่น แถมยังช่วยให้ครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นคุณจึงควรทำให้ลูกยิ้มและหัวเราะได้บ่อย ๆ ด้วยการทำตามวิธีเหล่านี้

1. พาลูกออกไปเล่นนอกบ้านบ้าง

         ใช้เวลาพาลูกไปเล่นตามสนามเด็กเล่นหรือสระว่ายน้ำแถวบ้านบ้าง เขาจะได้เล่นของเล่นใหม่ ๆ ที่ไม่มีในบ้าน โดยที่มีคุณคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา แถมยังช่วยให้ทั้งคุณและลูกมีสังคมมากขึ้น จากการได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ อยู่เสมออีกด้วย อย่างไรก็ตาม ควรดูให้ดีอย่าเลือกไปที่เก่าหรือสกปรกมากนัก จะทำให้ลูกติดโรคได้

2. ตั้งฉายาน่ารัก ๆ ให้กับลูก

         เด็ก ๆ น่ะไร้เดียงสาจะตายไป เวลาที่เขาชอบตัวการ์ตูนตัวไหนเป็นพิเศษ แค่เรียกเขาด้วยชื่อของตัวการ์ตูนนั้นหรือสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสนใจ เท่านี้ก็จะช่วยให้เขาอารมณ์ดียิ้มไปได้ทั้งวันแล้วล่ะ นอกจากนี้อาจลองนั่งดูการ์ตูนเรื่องที่เขาชอบเป็นเพื่อน เพื่อให้เขาไม่รู้สึกเหงาน้อยลงและสนุกมากขึ้นก็ได้เหมือนกัน

3. แสดงความรักกับเขาบ่อย ๆ

         ไม่มีลูกคนไหนไม่ชอบอ้อมกอดของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นควรให้ความรักความเอาใจใส่เขาด้วยการกอดหรือหอมเป็นประจำก่อนจะพาเขาเข้านอน และชมพร้อมกับหอมแก้มเบา ๆ เวลาที่เขาทำตัวดี จะช่วยให้เขารู้สึกใกล้ชิดกับคุณมากขึ้น แถมยังรู้สึกอยากอ้อนทำตัวเป็นเด็กดีมากขึ้นด้วย

4. หาขนมติดไว้ให้เขาด้วย

         เด็กวัยกำลังโตก็ชอบทานขนมหวาน ๆ ทุกคนนั่นแหละ ดังนั้นควรซื้อขนมอร่อย ๆ ที่ดีกับสุขภาพติดไว้ให้เขาทานเล่นเพลิน ๆ นอกจากนี้ก็อย่าลืมเตือนเขาให้แปรงฟันทุกครั้งหลังจากทานขนมด้วยล่ะ จะได้ไม่ฟันผุจนต้องไปหาหมอฟันให้เจ็บตัว

 5. อย่าทำให้เขารู้สึกน้อยใจเด็ดขาด

         ลูกของคุณยังเด็ก จึงอาจฝังใจไปจนโตได้ ถ้าเขารู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักไม่มากพอ ดังนั้นไม่ควรพูดเปรียบเทียบเขากับคนอื่นจนเขารูสึกน้อยใจ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีลูกคนเดียว ควรดูแลเอาใจใส่ลูกให้เท่ากัน เพื่อไม่ให้เขารู้สึกอิจฉากันและกัน จนกลายเป็นพี่น้องที่ไม่รักกัน และเป็นปมด้อยว่าเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่รักเมื่อโตขึ้น

6. เล่นของเล่นเป็นเพื่อนลูก

         โดยเฉพาะถ้าลูกของคุณเป็นลูกคนเดียวที่ต้องเล่นตามลำพังเป็นประจำ เขาจะได้ไม่รู้สึกเหงาเวลาที่คุณมาคอยเล่นเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ ๆ และคุณจะได้ดูแลเขาให้เล่นอย่างปลอดภัยไปในตัว นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณได้ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ผ่านการเล่นของเล่นที่เป็นความทรงจำดี ๆ ในวัยเด็กของคุณอีกด้วย

7. หากิจกรรมทำเป็นครอบครัว

         ไม่มีอะไรทำให้ลูก ๆ มีความสุขมากไปกว่าการได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวอีกแล้ว เพราะจะทำให้เขารู้สึกอบอุ่นจากการเห็นพ่อแม่ที่รักกัน แถมยังได้ใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันอีกด้วย ดังนั้นช่วงวันหยุดควรทำตัวให้ว่างและพาลูก ๆ ออกไปเที่ยวในที่ที่เขาชอบบ้าง จะได้ทำให้เขามีความสุขและรู้สึกสนิทกับคุณมากขึ้น

         นอกจากดูแลให้ลูกอารมณ์ดีมีความสุขทุกวันแล้ว ก็อย่าลืมใส่ใจสุขภาพด้วยการพาเขาไปตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อร่างกายที่แข็งแรงด้วยนะคะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/jazzminedise9/baby-cuteness/