Tuesday, September 30, 2014

แสงยามเช้า อัศจรรย์แห่งการลดความอ้วน




          แสงแดดตอนเช้า ไม่ใช่ดีแค่เพียงทำให้เราได้รับวิตามินดีมากขึ้น แต่ยังช่วยลดน้ำหนักให้คุณได้อย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย

          คงเคยได้ยินกันใช่ไหมคะว่า แสงแดดยามเช้าเป็นแสงแดดที่ดีที่สุดในรอบวัน เพราะมันอุดมไปด้วยสารที่เมื่อสัมผัสกับผิวแล้วจะสังเคราะห์กลายเป็นวิตามิน ดี มีการวิจัยมากมายแนะนำให้คนที่ขาดวิตามินดีควรออกไปรับแสงแดดยามเช้า แต่มีอีกคุณประโยชน์ที่แสงยามเช้าให้กับเราได้โดยเฉพาะกับคนที่กำลังลด น้ำหนัก อยากรู้กันแล้วใช่ไหมว่าแสงแดดตอนเช้าช่วยลดความอ้วนได้อย่างไร เราไปดูข้อมูลที่เว็บไซต์ womenshealthmag.com นำมาเปิดเผยกันเลยดีกว่าค่ะ รับรองว่าใครที่กำลังลดความอ้วนอยู่แล้วละก็ ถ้าอ่านจบจะรีบเปลี่ยนมาตื่นเช้าอย่างแน่นอนเลยละค่ะ

          ไม่นานมานี้มีการศึกษาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไฟน์เบิร์กแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท เวสเทิร์น ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งถูกตีพิมพ์เอาไว้ในวารสารทางการแพทย์ PLOS ONE เปิดเผยการวิจัยที่เกี่ยวกับการตื่นเช้าและการลดน้ำหนักว่า การตื่นมารับแสงแดดในช่วงเช้าจะช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้ โดยนักวิจัยทำการศึกษากับผู้เข้าร่วมโครงการ 54 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยที่ 30 ปี ในการวิจัยผู้เข้าร่วมการวิจัยจะต้องสวมสายรัดข้อมือเพื่อติดตามระดับการได้ รับแสงแดดตอนเช้าเป็นเวลา 7 วัน และแต่ละคนจำเป็นจำต้องบันทึกปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันด้วย

          การ ศึกษาทำให้ได้พบว่า ผู้ที่รับแสงแดดตอนเช้าบ่อยครั้งและเป็นเวลานานจะทำให้มีดัชนีมวลกายน้อย กว่าผู้ที่ได้รับแสงแดดน้อยกว่า เมื่อไม่ได้คำนึงถึงอายุ กิจกรรมที่ทำ และสิ่งที่พวกเขารับประทานเข้าไป

          จากผลการวิจัยนี้ทำให้สามารถสรุปสาเหตุที่ทำให้คนที่ได้รับแสงแดดตอนเช้ามี น้ำหนักน้อยลงได้ใน 2 กรณี อย่างแรกได้แก่ แสงแดดในยามเช้านั้นมีผลต่อร่างกายสัมพันธ์กับนาฬิกาชีวิต ซึ่งการตื่นเช้าจะทำให้คุณมีเวลาการนอนที่เป็นไปตามธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ และเวลานอนหลับที่ดีต่อสุขภาพนี้จะทำให้ระบบการเผาผลาญของคุณทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การลดน้ำหนักของคุณได้ผลดียิ่งขึ้นนั่นเอง

          ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งนั่นก็คือแสงสีฟ้าที่อยู่ในแสงแดดยามเช้านั้นมีผลกระทบ อย่างมากกับนาฬิกาชีวิตของคุณ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวในการออกกำลังกาย และช่วยทำให้คุณน้ำหนักลงได้ตั้งแต่การออกกำลังกายครั้งแรกในตอนเช้า นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงควรออกกำลังกายในตอนเช้ามากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ของวัน

          ดัง นั้นถ้าหากคุณต้องการลดน้ำหนักละก็ ควรจะออกมารับแดดตอนเช้าและออกกำลังกายในช่วงระหว่าง 08.00 - 12.00 น. สักประมาณวันละ 20 - 30 นาที รับรองว่าแสงแดดตอนเช้าจะสร้างความมหัศจรรย์กับร่างกายของคุณได้อย่างไม่น่า เชื่อเลยละ แต่ถ้าหากคุณไม่ใช่คนที่ต้องตื่นขึ้นมาทำงานแต่เช้า ลองเปลี่ยนเวลาตื่นนอนให้เช้าขึ้นกว่าเดิมแล้วมาดื่มด่ำกับกาแฟถ้วยโปรดที่ ริมหน้าต่าง อาบแสงแดดยามเช้าสักครู่ก็จะทำให้คุณได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งได้ เช่นกันค่ะ


 
          เห็นไหมละว่าการตื่นมารับแสงยามเช้ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ใครที่กำลังหาข้ออ้างในการตื่นสาย ๆ ละก็ควรจะเปลี่ยนความคิดใหม่ มาลองตื่นเช้ากันดูบ้างนะคะ อาจจะทดลองสักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก็จะเห็นผลเลยล่ะว่าไม่ใช่แค่เพียง น้ำหนักที่ลดลง แต่สุขภาพร่างกายของคุณจะดีขึ้นจนสังเกตได้ เอาล่ะ อ่านจบแล้วใครที่สนใจอยากตื่นเช้าอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกใหม่ด้วยนะคะ มาตื่นเช้ากันเถอะเพื่อสุขภาพที่ดีจ้า !

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, September 28, 2014

7 ประโยชน์น่าทึ่ง ของการกินผลไม้ในมื้อเช้า




           พบกับความมหัศจรรย์ของผลไม้ที่มีต่อร่างกายเมื่อรับประทานผลไม้ในตอนเช้า เรื่องนี้ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

          มื้อเช้า ถือเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับร่างกาย การรับประทานอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายทำงานทั้งวันอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ทานอาหารในมื้ออื่น ๆ รวมทั้งขนมจุบจิบน้อยลงได้อีกด้วย แล้วถ้ายิ่งมีผลไม้ ที่ไม่ใช่พวกบรรดาผลไม้ที่ผ่านการดัดแปลง แต่เป็นผลไม้สด ๆ เป็นส่วนหนึ่งในมื้อเช้าด้วยละก็ รับรองว่าจะยิ่งไปประโยชน์มากมายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยละ อยากรู้กันไหมคะว่าการรับประทานผลไม้ตอนเช้ามีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย บ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมนำข้อมูลดี ๆ จากเว็บไซต์ allwomenstalk.com มาเสิร์ฟกันแล้วค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่าเนอะ

ช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย

          ผลไม้ก็ถือเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ และน้ำตาลที่ย่อยช้า ซึ่งผลไม้นี่ละที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ตลอดทั้ง วัน ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิล ส้ม กล้วย ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ หรือเมลอน ผลไม้เหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลยละค่ะถ้าอยากจะรับประทานผลไม้ในมื้อเช้า

กระตุ้นระบบขับถ่าย

          หากคุณกำลังประสบปัญหาท้องผูกอยู่ละก็ ลองรับประทานผลไม้ในมื้อเช้าสิ เพราะผลไม้มีกากใยสูงสามารถช่วยล้างสารพิษที่อยู่ในร่างกายมาตั้งแต่หลัง มื้อเย็นจนถึงตื่นนอนได้ ดังนั้นถ้าเรารับประทานผลไม้เข้าไปในมื้อเช้าก็จะช่วยกระตุ้นให้ระบบขับถ่าย ทำงานได้ดีขึ้น เมื่อสารพิษต่าง ๆ ถูกขับออกมาผ่านการขับถ่ายแล้ว ร่างกายก็จะรู้สึกสดชื่นอีกครั้งค่ะ

เอนไซม์สูง

          รู้หรือเปล่าว่าผลไม้ที่เรารับประทานกันอยู่นี้ เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ต่าง ๆ และเอนไซม์ในผลไม้นี่ละที่จะคอยทำหน้าที่ต่าง ๆให้ร่างกายมากมาย อย่างเช่นช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ตามธรรมชาติ แถมมันยังช่วยในการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไปอีกด้วย ซึ่งในผลไม้มีเอนไซม์มากกว่าผักเสียอีก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรจะเปลี่ยนมากินผลไม้แทนผักเพียงอย่างเดียวนะคะ ทานควบคู่กันในอาหารเช้าจะทำให้ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นค่ะ

ทำให้อารมณ์ดี

          อย่างที่หลาย ๆ คนรู้ว่า สมองของเราต้องใช้กลูโคสอย่างมหาศาลเพื่อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเราจึงต้องหาแหล่งที่มีกลูโคสสูงและมีประโยชน์ต่อร่างกายป้อนให้สมอง ด้วย ผลไม้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะทำให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น เพราะน้ำตาลจากธรรมชาติและไฟเบอร์ที่อยู่ในผลไม้จะช่วยทำให้เรามีสมาธิและ ช่วยชะลอระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือด แถมยังช่วยทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย เห็นไหมละคะ ไม่กินผลไม้ไม่ได้แล้ว

 
ลดความเครียด

          ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีจะช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ช่วยลดอาการอักเสบต่าง ๆ และทำให้ความเครียดลดลง แถมยังช่วยต่อสู้กับโรคหวัด ถ้าหากรับประทานผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซีตอนเช้าก็จะช่วยทำให้หวัดหายเร็ว อีกด้วยละค่ะ

ทำให้รู้สึกสดชื่น

          การรับประทานผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูง อย่างเช่น แตงโม แอปเปิล ส้ม กีวี สัปปะรด องุ่น และลูกแพร์ จะช่วยทำให้ร่างกายของคุณได้รับน้ำมากขึ้น และทดแทนอาการขาดน้ำที่เกิดขึ้นในเวลานอนที่เราอาจจะไม่ได้ดื่มน้ำเลย ดังนั้นถ้าใครที่ไม่อยากเกิดภาวะขาดน้ำในตอนเช้าละก็ อย่าลืมหาผลไม้มากินนะ

ลดความอยากน้ำตาล

          ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่ติดของหวาน ก็คงจะรู้สึกอยากกินของหวานตลอดเวลา และนั่นละคือสาเหตุที่ทำให้คุณน้ำหนักขึ้น ดังนั้นจึงควรรับประทานผลไม้ในตอนเช้าค่ะ เพราะน้ำตาลและไฟเบอร์ที่อยู่ในผลไม้จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอยากกินของหวาน น้อยลง ทำให้สุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลดลง รวมถึงช่วยลดนิสัยแย่ ๆ ของคุณที่ชอบรับประทานของหวานบ่อย ๆ ได้ด้วยละค่ะ

          การรับประทานผลไม้ในตอนเช้าถือเป็นสิ่งดี ๆ ที่ควรทำในมื้อเช้า แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ควรที่จะรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนด้วยนะคะ ถ้าหากเราเอาแต่รับประทานผลไม้ไม่ยอมทานอย่างอื่น อาจจะไม่อยู่ท้อง แถมสารอาหารที่ควรจะได้รับก็ไม่ได้ด้วยนะ เอาละ อ่านจบแล้ว นึกออกกันหรือยังคะว่าจะทานผลไม้อะไรในอาหารมื้อเช้าดีนะ

แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view99734.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, September 24, 2014

12 อาหารอุดมแคลเซียม ไม่ต้องง้อนมเลยก็ได้




         ใครว่าแคลเซียมมีแค่เพียงในผลิตภัณฑ์จากนมเท่านั้น ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่มีแคลเซียมสูงไม่แพ้นมเลยละ

          แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีส่วนสำคัญในการรักษาความแข็งแรงของกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังช่วยในการหดและขยายตัวของหลอดเลือดและส่งเสริมการทำงานของกล้าม เนื้อส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย โดยคนเราจำเป็นจะต้องได้รับแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม จึงจะเพียงพอต่อร่างกาย

          เราอาจจะเคยได้ยินกันมา ว่าการดื่มนมเยอะ ๆ และการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมจะทำให้ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอโดยนม 1 แก้ว จะให้แคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม แล้วเคยลองคิดกันเล่น ๆ หรือเปล่าคะว่า ถ้าหากเราไม่มีนมให้ดื่มแล้วเราจะได้รับแคลเซียมจากทางไหนได้บ้าง หรือถ้าใครแพ้นมละ จะหาทานแคลเซียมจากไหนดี วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำตัวอย่างอาหารที่มีแคลเซียมสูงและปริมาณแคลเซียมของอาหารแต่ละชนิดจากเว็บไซต์ของ United States Department of Agriculture มาบอกกัน รับรองว่าถ้าเห็นปริมาณแคลเซียมของอาหารเหล่านี้แล้วต้องอึ้งแน่นอนเลย

น้ำส้ม

          นอก จากวิตามินซีแล้ว ส้มยังมีแคลเซียมอีกด้วย และน้ำส้มสด ๆ ที่คั้นจากผลก็เช่นกัน ถ้าหากอยากที่จะได้รับแคลเซียมให้มากขึ้นละก็ ลองรับประทานคู่กับซีเรียลในอาหารมื้อเช้า หรือดื่มในมื้ออาหารที่มีปลาแซลมอนด้วยก็จะทำให้ได้แคลเซียมมากขึ้นนะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 27 มิลลิกรัม (3% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


เมล็ดงา

          เมล็ดงาที่นิยมใช้เพื่อตกแต่งอาหารต่าง ๆ นั้น ไม่ได้แค่ทำให้อาหารดูน่าทานขึ้น แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดความดันโลหิต ลดการอักเสบ แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง แต่ที่สำคัญคือเจ้าเมล็ดเล็ก ๆ เหล่านี้มีแคลเซียมด้วยนะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ช้อนชา : 88 มิลลิกรัม (9% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


คะน้า

          คะน้า ถือเป็นสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระ โดยสามารถนำคะน้ามาทำอาหารได้หลากหลายชนิด เช่นนำมาใส่ในสลัดแอปริคอตและอะโวคาโด ก็ทำให้ได้สารอาหารมาขึ้นค่ะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 94 มิลลิกรัม (9% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


บรอกโคลี

          บรอกโคลี เป็นผักที่มีสารอาหารมากที่สุดชนิดหนึ่งจนถูกขนานนามว่าสุดยอดอาหารเพื่อ สุขภาพ และนำไปทำอาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้งผัด ต้ม นำไปปรุงเป็นซุป หรือจะลวกแล้วนำไปทานกับสลัดก็ได้

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 114 มิลลิกรัม (11% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


ข้าวโอ๊ต

          ซีเรียลและธัญพืชมากมายที่เรานิยมนำมารับประทานเป็นอาหารเช้า โดยเฉพาะข้าวโอ๊ต เชื่อหรือไม่ว่านอกจากจะมีไฟเบอร์สูงแล้วยังมีแคลเซียมสูงอีกด้วย แถมในข้าวโอ๊ตยังมีโปรตีนสูงเหมาะกับคนที่ทานมังสวิรัติอีกต่างหาก

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 123 มิลลิกรัม (12% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


ถั่วขาว

          พืชตระกูลถั่วเพื่อสุขภาพอย่างถั่วขาวนี้อุดมไปด้วยแคลเซียมและธาตุเหล็ก แถมยังมีใยอาหารสูงช่วยในการลดความอ้วนได้อีกด้วยค่ะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 161 มิลลิกรัม (16% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


ปลาซาร์ดีน

          ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบกลิ่นคาวของปลา คุณจะต้องหลงรักปลาซาร์ดีนอย่างแน่นอน เพราะมันไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารอย่างไขมันโอเมก้า 3 วิตามินดี โดยเฉพาะแคลเซียม ที่สำคัญ ปลาซาร์ดีนก็หามาทานไม่ยาก ก็ปลากระป๋องที่เราซื้อมารับประทานกันบ่อย ๆ นี่ละค่ะ ใช้ได้เลย

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 214 มิลลิกรัม (21% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


ถั่วแระ

          ใครจะไปเชื่อว่าเจ้าถั่วแระที่เรานำมาต้มหรือนึ่งเพื่อรับประทานเป็นของว่างจะ มีปริมาณของแคลเซียมสูงไม่น้อยเลย โดยถั่วแระแค่ 1 ถ้วยก็มีแคลเซียมเกือบ 30% ของแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันแล้ว อ่อ...แต่ต้องเป็นถั่วแระที่ผ่านการต้มและไม่โรยเกลือนะคะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 261 มิลลิกรัม (26% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


นมถั่วเหลือง

          คงเป็นเรื่องหนักใจของคนที่แพ้แลคโตสใช่ไหมคะ ว่าจะดื่มเครื่องดื่มอะไรทดแทนนมวัวดี ขอเสนอนมถั่วเหลืองเลยค่ะ นอกจากจะไม่มีแลคโตสแล้วยังมีปริมาณแคลเซียมเทียบเท่ากับนมวัวด้วยอีกต่าง หากค่ะ แค่เพียงรับประทานคู่กับซีเรียลหรือข้าวโอ๊ตในตอนเช้าก็จะทำให้ได้แคลเซียม อย่างเพียงพอแน่นอนค่ะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 301 มิลลิกรัม (30% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


อัลมอนด์

          ถั่วอัลมอนด์เป็นถั่วอีกชนิดที่ไม่ควรพลาด เพราะเจ้าถั่วชนิดนี้นั้นเป็นของทานเล่นที่ดีต่อสุขภาพ มีทั้งธาตุเหล็ก วิตามินอี โพแทสเซียม และแคลเซียม แต่ก็ไม่ควรรับประทานอัลมอนด์ที่ผ่านการปรุงแต่งรสชาติ อย่างเช่นการอบเกลือ เพราะจะทำให้ได้รับโซเดียมสูงนะคะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 385 มิลลิกรัม (39% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


เต้าหู้

          เต้าหู้ นับเป็นอาหารสุขภาพที่ผู้รักสุขภาพส่วนใหญ่นำมาปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์ เพราะเจ้าอาหารชนิดนี้อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารที่มีคุณค่าใกล้เคียงกับ เนื้อสัตว์และแทบจะไม่มีไขมัน แต่ที่เราไม่ค่อยรู้ก็คือปริมาณแคลเซียมที่มีสูงกว่านมหลายเท่านี่ละ ดังนั้นถ้าหากอยากได้แคลเซียมการรับประทานเต้าหู้ก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกทาง หนึ่งนะคะ

         
 ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 507 มิลลิกรัม (51% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)


ปลาแซลมอนกระป๋อง

          ถ้าคิดว่าเนื้อปลาแซลมอนสดนั้นมีราคาแพงเกินไปละก็ ปลาแซลมอนบรรจุกระป๋องก็เป็นทางเลือกที่ทำให้ได้รับสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในปลาแซลมอนเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อปลาแซลมอนที่ยังมีก้างติดอยู่ด้วย เพราะตัวก้างของปลาแซลมอนนี่ละ ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมชั้นดี แถมก้างปลาเหล่านี้ยังผ่านการแปรรูปจนสามารถรับประทานได้เลย อ๊ะ ๆ แต่ใช่ว่าเนื้อปลาจะไม่มีประโยชน์นะ เจ้าเนื้อปลาแซลมอนนี่ล่ะแหล่งอุดมไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญต่อร่างกายเลยเชียวละ ครั้งต่อไปถ้านำปลาแซลมอนบรรจุกระป๋องมาทำอาหารอย่าทิ้งก้างนะคะ

        
ปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ถ้วย : 564 มิลลิกรัม (56% ของปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน)  


          อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เป็นอาหารที่ดีต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรที่จะเลือกรับประทานให้พอดี เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะได้ความอ้วนแถมมากับแคลเซียมไม่คุ้มกันนะจ๊ะ

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, September 23, 2014

ภาษาดอกไม้ของเจ้าตัวน้อย




         แม้เจ้าตัวน้อยจะยังพูดไม่ได้ แต่ภาษากาย เสียงร้อง เสียงอ่อนของเขาก็สามารถสื่อแสดงออกให้พ่อแม่เข้าใจได้ไม่ยาก เพียงแค่หมั่นสังเกตบ่อย ๆ และดูแลชิดใกล้ ภาษาดอกไม้ของลูกน้อยแต่ละคนอาจแสดงไม่เหมือนกัน แต่จะคล้าย ๆ กันในวัยนี้ ว่าแล้วเรามาเรียนรู้ภาษาของเขากันเถิดค่ะ

 
หิวแล้วนะ หม่ำ ๆ

          ถ้าตัวน้อยหน่อยก็ไม่ต้องห่วง หิวเมื่อไหร่ร้องเมื่อนั้น ดูง่าย แทบจะตามเวลาเป๊ะ ๆ สองชั่วโมงที สามชั่วโมงที แล้วแต่กินได้น้อย กินอิ่มแค่ไหน แถมอาการร้องเรียกหาหน่มน๊มก็แยกแยะได้ไม่ยาก แตกต่างจากอาการร้องปวด ร้องเตือนว่าผ้าอ้อมเปียกชิ้นไม่สบายตัว วิธีสังเกตคือ เค้าจะร้องถี่และต่อเนื่อง จู่ ๆ ก็ร้องขึ้นมา อันนี้ดูเวลาก่อนเลย อ้อ ถึงเวลาหม่ำ ๆ แล้ว ถ้ายังไม่รีบให้เค้าจะแผดร้องเสียงดัง บางคนก็ร้องจนหน้าเขียวเชียวล่ะ คุณมีเวลาไม่มากหรอกนะ ควักเต้าหรือชงนมให้จูจุ๊บก็ว่าไปตามเทคนิควิธีการให้ของแต่ละคน

 
เพลียแล้วจ้า อยากงีบ

          กินเป็นเวลา นอนก็นอนเป็นเวลา ไม่ต้องห่วง ถึงเวลาหลับปุ๊บ ส่วนใหญ่เข้าโหมดสลิปปิ้ง มีบางคนเท่านั้นล่ะติดเล่น อยากสนุกกับโลกใบใหม่นานหน่อย เวลาหลับก็อาจขยับเลื่อนไปชั่วโมงสองชั่วโมง แบบนี้ไม่ต้องห่วง แต่ถ้านานกว่านั้นก็ห่วงหน่อย ควรพยายามกล่อมให้นอน วัยนี้กินอิ่ม นอนเป็นเวลา เป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและพัฒนาสมอง เด็กบางคนก็นอนง่าย แต่บางคนก็นอนยาก ที่นอนยากนี่บ้างร้องอาละวาดทีเดียวล่ะ ดูหงุดหงิด ถูหน้าถูตา ดึงใบหู ดึงผ้าห่ม หมอน ตุ๊กตาใกล้มือ อันนี้ก็สังเกตเอา เทคนิคกล่อมบ้านใครบ้านมัน ไม่ต้องเรียนรู้แยะ เดี๋ยวก็เป็นเอง

 
หนูไม่สบายเนื้อตัว

          เด็กเล็กมีสองอาการป่วยหลัก ๆ ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ หนึ่ง เรื่องทางเดินอาหาร สอง เรื่องทางเดินหายใจ พอเค้าป่วยปุ๊บ อาการไม่สบายเนื้อตัวก็จะสำแดงทันที สัเงกตไม่ยากหรอก หลัก ๆ ก็ร้องลั่นนี่ล่ะ ร้องเสียงแหลมสูงเสียด้วย ร้องไม่หยุด ร้องแบบรู้เลยว่าไม่สบายแน่ ๆ และแน่นอน จะมาพร้อมอาการไข้ อาการต่าง ๆ ที่สังเกตไม่ยาก แต่บางคนก็ต้องระวังหน่อย เพราะมาแบบไม่ค่อยร้อง กรณีนี้คืออ่อนเพลียจนร้องไม่ไหว แต่ดูชัดว่าอิดโรย ไม่ว่าอาการจะมารูปแบบไหน พาไปโรงพยาบาลเถิดค่ะ อย่าเป็นคุณหมอเอง รีบโทรปรึกษาคุณหมอกุมารแพทย์ที่คุ้นเคยได้ ให้รีบทำทันที

 
ได้เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม

          ผ้าอ้อมหนูจะเต็มแล้วค่ะ ทราบแล้วเปลี่ยน เพราะหนูจะร้องแบบค่อย ๆ เพิ่มเดชิเบล จนกว่าคุณแม่จะมาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ก็แหม มันชื้นแฉะ หมักหมม จนหนูอึดอัด ไม่สบายตัว และที่อยากบอกคือ ไม่ต้องรอจนผ้าอ้อมหนูเต็มหรอกค่ะ ชื้นแฉะพอประมาณก็รีบเปลี่ยนได้เลย ไม่ต้องรอจนคุ้ม เพราะที่หมักหมไว้มาก ๆ อาจทำให้ผิวบอบบางของหนูระคายเคืองได้ ถ้าเกิดเป็นแผล คราวนี้จะไม่ใช่แค่เพิ่มเดชิเบล แต่เปิดวอลลุ่มไปจนสุดแล้วร้องเลยล่ะค่ะ


          ภาษากาย ภาษาร้อง ภาษาดอกไม้ของลูกน้อยยังมีอีกมาก สังเกตไม่ยาก เพียงแค่ให้เวลาอยู่ดูแลลูก แล้วคุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจหนูมากขึ้นค่ะ


แหล่งที่มา  M&C แม่และเด็ก, http://baby.kapook.com
เครดิตภาพ  http://www.lovethispic.com/image/211599/cute-baby-good-morning-quote