Saturday, January 28, 2017

12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น




        ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่หัดให้ลูกทำอะไรเองบ้าง เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ตาม แต่ถ้าเราหัดให้ลูกกินเอง เก็บของเล่นเอง แปรงฟัน อาบน้ำ ขี่จักรยานด้วยความสามารถของเขาเอง แม้จะล้มบ้าง เลอะเทอะบ้าง แต่อย่างน้อยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ จะก่อเกิดขึ้น และเจ้าความรู้สึกแบบว่านี่ล่ะ จะกลายเป็นความรู้สึกนับถือตัวเอง และมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem) ในท้ายที่สุด


           Self-Esteem ที่ว่านี้ เราเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่เป็นเด็กแบเบาะ สังเกตง่าย ๆ ว่า เจ้าตัวน้อยกำลังคืบคลานกระดืบๆ อยู่กับพื้น ถ้าเราลองเอาของเล่นไปวางไว้ข้างหน้า เขาจะรีบคลานๆๆๆ จนกว่าจะคว้าสิ่งของนั้นไว้ได้ และเมื่อเขาคว้าได้ ตาเขาจะเป็นประกายแห่งชัยชนะที่เปื้อนสุข และความรู้สึกนั้นแหละที่เขาเรียกว่า การนับถือตัวเองที่สามารถทำได้ และเมื่อลูกได้หัดได้ลองทำอะไรตามกำลังความสามารถของตัวเองอยู่บ่อย ๆ ต่อไปเขาจะเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น จนเรียกว่าเป็นคนที่นับถือในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง สะสมมากเข้า ๆ อีกหน่อยก็กลายเป็นหนุ่มสาวมั่นยุคใหม่ไปในทันที

มาดูว่า 12 วิธีสร้างลูกให้เป็นหนุ่มสาวมั่น

เด็กวัย 1-2 ขวบ

           เด็กวัยนี้ก็เหมือนเด็กทารก ที่ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่จากเรามากมาย ถ้าจะสร้าง Self-Esteem ให้ เราต้องเริ่มต้นให้ลูกรู้ก่อนว่า เรารักเขามากแค่ไหน และเขามีคุณค่าในตัวเองแค่ไหน เมื่อเขารู้สึกเป็นที่รักแล้ว ความรู้สึกภูมิใจ อบอุ่นใจจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กนับถือตัวเอง และมั่นใจเกินร้อย

          1.ใช้เวลาด้วยกัน แค่มีเวลากับลูก นั่งๆ นอนๆ ด้วยกัน นั่งกอดกันบนโซฟา ลูบผมลูกขณะนั่งรถไปด้วยกัน กิจกรรมแบบสบายๆ อย่างนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง และมั่นคงในจิตใจได้แล้ว พอเขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก็จะมีความเชื่อมั่นที่จะออกไปเรียนรู้โลก เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองต่อไป

          2.อ่านนิทานให้ลูกฟัง การอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน จะช่วยให้ลูกมีไอเดียบรรเจิด หนำซ้ำยังรู้สึกถึงความรัก ที่ส่งผ่านจากเสียงที่ตั้งอกตั้งใจเล่าให้ฟังด้วย

          3. เป็นนายตัวเอง ลองให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น วันนี้อยากกินอะไร เมื่อลูกบอกความต้องการมาแล้ว ก็ต้องเคารพความคิดเห็นเขาด้วย

           ต่อไปลองเสนอทางเลือกให้ลูกเลือก เช่น หมั่นถามลูกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เช่น จะอาบน้ำก่อน หรือกินข้าวก่อน หรือจะดูการ์ตูนก่อน หรือออกกำลังกายก่อน แค่ลองให้ลูกคิด ต่อไปลูกจะเริ่มมั่นใจในความคิด และนับถือความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหลุดจากวินัยที่คุณวางไว้ แค่ใช้ให้เหมาะกับเวลา และตัวเลือกนั้นให้อยู่ในกิจกรรม หรือตารางประจำวันของลูกเท่านั้นเอง

          4. มอบหมายงานเล็ก ๆ ให้ เมื่อ ลูกทำได้สำเร็จ ก็ภูมิใจในความสามารถตัวเอง แล้วพอโตขึ้นงานใหญ่ ๆ แค่ไหนก็ไม่หวั่น..อย่างกินข้าวด้วยตัวเอง จับช้อน หยิบส้อมแม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ลูกจะปลื้มกับสิ่งที่ทำได้ จากนั้นลองฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองอย่างใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือหยิบของเล็กๆ น้อย ๆ ให้เรา งานเล็ก ๆ แบบนี้ล่ะสร้างความมั่นใจ และนับถือตัวเองได้มากทีเดียว

เด็กวัย 2-3 ขวบ

           วัย นี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวของตัวเองสูงแล้ว ดังนั้นจะต้องทำตัวแบบว่า...แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม กิจกรรมที่เราสามารถสร้าง Self-Esteem ให้ลูกวัยนี้ได้คือ

          5. กินไปเม้าท์ไป การ คุยกับลูกตอนเย็น ๆ อย่างเวลากินข้าว ช่วยให้เรารู้ความเป็นไปของเขาในวันนั้น อย่างสมมติวันนี้ลูกอารมณ์บ่จอยจากเพื่อน ๆ มา เราก็แค่แนะ ๆ ว่า "อือม์...ลูกจ๋าวันนี้หน้าบึ้งจัง เป็นอะไรเหรอ?" แค่ประโยคเอาใจใส่แบบนี้เองที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และรู้สึกเป็นที่รัก

          6. นักแสดงตัวน้อย เมื่อลูกเกิดอยากแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง หรืออยากเต้นระบำขึ้นมา โอกาสทองมาเยือนแล้วล่ะ เพราะเราสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ และถามต่อไปด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง เช่น "ลูกจ๋า...แม่ว่าชุดเจ้าหญิงหนูสวยจัง หนูว่าไงจ๊ะ" หรือ "โอ้โห้...เต้นเก่งอย่างนี้ หนูว่าเพื่อน ๆ จะชมหนูเหมือนแม่ชมไหมเนี่ย" แค่เพียงคำถามกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมั่นได้แล้ว

          7. อัลบั้มรูปเตือนใจ นำอัลบั้มรูปสมัยลูกยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาดูด้วยกัน เพื่อให้ลูกรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเพื่อให้ลูกรู้ว่า ลูกมีความหมายกับเรามากแค่ไหน เราถึงต้องเก็บรูปลูกอยู่อย่างต่อเนื่อง

          8. เกมแห่งความประทับใจ เกมนี้สนุกอย่าบอกใคร แค่ถามลูกว่า เขาชอบไปเที่ยวที่ไหนกับพ่อแม่มากที่สุด หรือวันเกิดที่ผ่านมาเขาชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด แค่นี้เองก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกดี ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกดี ๆ กับตัวเองด้วย

          9. วันนี้วันดี อีกหนึ่งเกมที่สนุกไม่แพ้กัน แค่เธอเซ็ตวันใดวันหนึ่งของอาทิตย์ให้เป็น "วันดีเดย์" คือวันแห่งความดี โดยให้ลูกฟังแต่เรื่องดี ๆ จากเราว่า วันนี้ลูกทำอะไรน่ารัก ๆ ให้เราบ้าง อย่าง "วันนี้หนูน่ารักมากจ้ะที่ช่วยแม่หยิบช้อน ส้อมมาวางบนโต๊ะ" หรือ "แม่ภูมิใจที่ลูกไม่งอแงเลยในวันนี้" แค่ประโยคหวานหูแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ และรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว

          10. เล่นซ่อนหา เอาของขวัญวันเกิด หรือของขวัญปีใหม่หรือของขวัญตอบแทนที่ลูกทำดีไปซ่อนไว้ ให้ลูกควานหาอย่างสนุกสนาน พอเจอของขวัญชิ้นพิเศษนั้น ๆ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่รู้สิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นดีแค่ไหน และมีคุณค่าต่อเราและต่อตัวเองแค่ไหน

          11. ให้ลูกช่วยงานบ้าน เช่น ช่วยกรอกน้ำใส่ขวด หรือล้างช้อนส้อม หยิบผัก หยิบไข่ เช็ด ๆ ถู ๆ โต๊ะกินข้าว งานแบบนี้ล่ะจะช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่า เรื่องแค่นี้ลูกทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย..

          12. ทำกิจกรรมหลากหลาย เด็กวัยนี้ความสนใจยังไม่ชัดเท่าไร แต่ถ้าให้ลูกได้เล่นกิจกรรมหลากหลาย นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้ว่าชอบอะไร เหมาะกับอะไร และถนัดทำอะไรแล้ว กิจกรรมนั้น ๆ ยังสอนให้ลูกรู้ด้วยว่า คนเรามีทางเลือกมากมายให้กับชีวิต เมื่อลองทำกิจกรรมนี้แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล แต่อย่างน้อยยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกที่ดาหน้าให้ลูกประลองฝีมือ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกลองไปเลย...ไม่ว่าจะเล่นต่อไม้บล็อก จิ๊กซอว์ ปั้นแป้งโดว์ วาดรูป ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ฯลฯ ทุกกิจกรรม ช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

โดย: คุณนายไฮโซ
แหล่งที่มา  รักลูก, http://baby.kapook.com/view23828.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/104708760057354445/

Friday, December 16, 2016

กิจกรรมง่าย ๆ กระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารแห่งความสุข




         กรมสุขภาพจิตชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมรณรงค์สร้างสุขกันทั่วหน้าภายใต้แนวคิด "ฮอร์โมนความสุข...สร้างได้ทุกวัย" เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย ได้เรียนรู้ถึงวิธีสร้างสุขด้วยตัวเอง ด้วยการทำกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ว่า "สุขภาพดี เริ่มต้นที่นี่"

          นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า "ความสุข" เป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยต้องการ แต่อาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยมีการศึกษาจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า ความสุขนั้นมีความสัมพันธ์กับสมอง เมื่อคนเรามีความสุขสมองซีกซ้าย ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล การวิเคราะห์ และการคำนวณ จะทำงานมากขึ้น ขณะที่เมื่อเรามีความรู้สึกในเชิงลบหรือมีความทุกข์ สมองซีกขวาซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการและศิลปะจะทำงานมากกว่า ดังนั้นคนที่สมองซีกซ้ายทำงานมากกว่าซีกขวา จึงมักจะเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้ม และมีความคิดในเชิงบวก คนที่อยู่รอบข้างก็มักจะรู้สึกถึงความสุขไปด้วย ซึ่งแตกต่างจากพวกที่สมองซีกขวาทำงานมากกว่า ที่จะพบว่า เป็นคนที่มีความคิดในแง่ร้ายความจำไม่ดี และมีความรู้สึกในเชิงลบมากกว่าทำให้คนที่อยู่รอบข้างรับรู้ถึงความทุกข์ไปด้วย

          นอกจากนี้ความสุขของคนเรายังเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือสารเคมีในสมองด้วยเช่นกัน เช่น โดปามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ที่จะหลั่งเมื่อเราเกิดความรู้สึกประสบความสำเร็จ หรือได้รับการตอบสนองตามความสำเร็จ หรือได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ซีโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทอีกชนิดหนึ่งที่หลั่งเมื่อเราเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย หรือรู้สึกมีความสุขสงบ และ เอ็นดอร์ฟิน หรือ สารแห่งความสุข เป็นฮอร์โมนที่หลั่งในขณะที่อารมณ์ดี และมักจะหลั่งออกมาหลังจากออกกำลังกาย อีกทั้งยังเป็นสารที่ช่วยลดความเจ็บปวดได้อีกด้วย ซึ่งสารทั้งสามชนิดนี้มักจะหลั่งออกมาพร้อม ๆ กัน ในขณะที่เรามีความสุข ส่วนสารเคมีในสมองบางตัวที่เกี่ยวข้องกับความทุกข์หรือความเครียด ได้ คอร์ติโซน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งเมื่อเรามีความเครียด หรือมีความกดดัน ฮอร์โมนชนิดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ทำให้ความสามารถในการคิดและการจำลดลง และทำภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลงเช่นเดียวกัน

          อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวต่อว่าในการสร้างความสุขของทุก ๆ คนจึงไม่มีสูตรสำเร็จรูปแต่สิ่งที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนความคิด การรับรู้และการตัดสินคุณค่าของตัวเราให้เป็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตที่นำไปสู่ความสุขและความสมดุลได้ไม่ยาก ความสุขในชีวิตจึงไม่ใช่เกิดจากการไขว่คว้าหรือแสวงหาจากสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียวแต่ยังอยู่ที่ตัวเราว่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากหรือสุขน้อย ตราบใดที่ตัวเราสามารถให้ความรักแก่ตนเองและผู้อื่น ยอมรับตัวเราและผู้อื่นยอมรับความเป็นจริงในปัจจุบัน สามารถชื่นชม ภาคภูมิใจ สิ่งที่เรามีและสิ่งที่ผู้อื่นมี มีความอ่อนโยนและเมตตาทั้งตัวเราและผู้อื่น มองโลกตามความเป็นจริง มองทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ มีแง่ดีงามอยู่เสมอ รวมทั้งมีอารมณ์ขันกับเรื่องรอบตัวบ้าง เราก็จะเป็นสุขได้เช่นกัน

          สำหรับวิธีที่ช่วยเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุขนั้นอธิบดีกรมสุขภาพจิตได้ให้แนะข้อปฏิบัติไว้ 5 ข้อ ดังนี้
 
          1. ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ครั้งละ อย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขทั้ง 3 ตัว ได้แก่ ซีโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อความสุข ความมั่นคงทางอารมณ์ แลtช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า เอ็นดอร์ฟิน ที่เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกดี ลดความกังวลและความเจ็บปวด และโดปามีน ที่เป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกสดชื่น กระฉับกระเฉง
 
         2. รับประทานอาหาร จำพวกน้ำตาล ไขมัน และโคเรสเตอรอลในระดับที่พอเหมาะ ไม่น้อยเกินไป การรับประทานอาหารประเภทน้ำตาลหรือไขมันในระดับต่ำเกินไปจะทำให้ระดับโดปามีน ในร่างกายต่ำไปด้วย การรับประทานกล้วย ธัญพืช สามารถช่วยเพิ่มระดับของโดปามีนได้ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารโปรตีนที่มีส่วนประกอบของ ทริปโตเฟน ในปริมาณมาก เช่น เมล็ดทานตะวัน เม็ดฟักทอง ปลา นม กล้วย ถั่วลิสง จะช่วยเพิ่มการหลั่งของ ซีโรโทนิน
  
        3. ทำกิจกรรมท่ามกลางแสงแดด อย่างน้อย 20 นาทีในตอนเช้า จะส่งผลให้ร่างกายผลิตสารเมลาโทนิน ที่จะเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ช่วยในเรื่องของการนอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่ในตอนกลางคืน
  
        4. นวดตัว เป็นพลังจากการสัมผัส ซึ่งมีรายงานวิจัยได้ Touch Research Institute ของ Miami Scool of Medicine พบว่าการนวดตัวช่วยเพิ่มซีโรโทนิน ถึง 28% และลดสารคอร์ติโซน ที่เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดได้ถึง 31 %

        5. ลดเครียดและจัดการอารมณ์ที่ทำให้เครียด เช่น ความกังวล ความโกรธ ความกลัว เพื่อช่วยเพิ่มระดับของซีโรโทนิน อาทิ การฝึกหายใจคลายเครียด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรมสุขภาพจิต
ลงประกาศ ณ วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
http://icare.kapook.com/content_detail.php?t_id=0&id=3599
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/roses-garden/

Thursday, October 6, 2016

11 คุณประโยชน์ของ ‘การตื่นเช้า’ ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ




สำหรับใครหลายๆ คน การตื่นเช้าเป็นสิ่งที่ลำบากและน่าเบื่อสุดๆ แน่นอนว่าคุณต้องเคยเจอเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนนักเรียนประเภทที่ดูร่าเริงจนน่าเหลือเชื่อในยามเช้าบ้างใช่ไหม? คนประเภทที่ยิ้มร่าเริงแถมยังพูดถึงสิ่งดีๆ ที่เขาได้ทำในยามเช้า เช่น วันนี้ตอนเช้าผมไปวิ่งรอบหมู่บ้านมา อากาศดีสุดๆ ไปเลย วันนี้ฉันได้ไปนั่งกินร้านอาหารเช้าร้านนึงแถวบ้าน อร่อยมากๆ  แล้วคุณก็มองย้อนกลับมาดูตัวเอง ในเวลาที่พวกเขาเหล่านั้นได้เริ่มต้นวันใหม่อย่างแจ่มใส คุณกลับเพิ่งจะลุกออกจากเตียงด้วยความงัวเงียแล้วก็ต้องเร่งรีบมาที่ทำงานเพราะว่าคุณสายแล้ว! 


เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้คนที่ชอบตื่นเช้ายังไงก็ได้เปรียบกว่าเห็นๆ ถ้าไม่เชื่อจะลองถาม CEO ชื่อดังเหล่านี้ดูก็ได้ Tom Cook (Apple), Indra Nooyi (PepsiCo) หรือไม่ก็ Jack Dorsey (Twitter) 


แล้วคุณจะผันตัวมาเป็นเทพแห่งการตื่นเช้าได้อย่างไรล่ะ"  ก็จริงอยู่ที่ว่ามันอาจจะรู้สึกเหนื่อยหน่อยในระยะแรก แต่รับประกันได้เลยว่ามันจะส่งผลดีในระยะยาวอย่างแน่นอน

 
ถ้าคุณอยากได้หลักฐานที่ว่า ทำไมการตื่นนอนและเริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่เช้าถึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากับชีวิตแล้วล่ะก็ ลองอ่าน 11 ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการตื่นแต่เช้า นี้ดู ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณนึกอยากลุกจากที่นอนอย่างเร็วไวก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นก็เป็นได้นะ


1.  คุณจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานยิ่งกว่าที่เคย

ถ้าถามว่า ควรทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน ตอบได้ง่ายๆ เลยว่า "แค่ตื่นแต่เช้าก็พอ" 


ตามที่ Harvard Business Review ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้ว่า นักชีววิทยานามว่า Christoph Randler เขาพบว่า "กลุ่มคนที่ทำงานได้ดีที่สุดในช่วงเช้า มักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่าผู้ที่เพิ่งจะมาตื่นตัวในช่วงเย็น เนื่องจากพวกเขามักไม่รอช้าและลงมือทำงานอย่างเร็วไว"

ซึ่งจากการสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวน 367 คน พบว่า กลุ่มนักศึกษาที่ตื่นเช้ามีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายในระยะยาว และมุ่งมั่นในการก้าวตามความฝันของตัวเองมากกว่า


2.  คุณจะเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง

ผู้คนที่ตื่นเช้าจะไม่ผลัดสิ่งที่สามารถทำได้ในวันนี้ เพื่อไปทำในวันต่อไป

Eric Jaffe ได้กล่าวไว้ในงานเขียน Fast Co Design ว่า งานวิจัยหนึ่งของมหาวิทยาลัย DePaul ในปี 1997 พบว่าผู้คนที่ชอบทำงานตอนเย็นมีแนวโน้มในการผลัดวันประกันพรุ่งมากกว่า และการวิจัยในเวลาต่อมายังพบว่า วัยรุ่นที่ชอบทำงานตอนเย็นมักจะมีแสนวโน้มชอบพลัดวันประกันพรุ่งและต้องตรากตรำกับการเรียนมากกว่าผู้ที่ชอบตื่นเช้า



การผลัดวันประกันพรุ่งเป็นนิสัยที่ไม่ควรมีติดตัวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมันจะเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาตัวเอง ดังนั้น ถ้าหากคุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ การเปลี่ยนมาเริ่มต้นวันใหม่ตั้งแต่เช้าตรู่ก็ดูน่าจะช่วยได้ไม่น้อยเลย


3.  มันจะส่งผลดีเมื่อคุณเริ่มมีอายุมากขึ้น

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Emotion กล่าวว่า มีนักวิจัยหลายคนค้นพบว่า วัยรุ่นตอนปลายมักจะมีนิสัยที่ไม่ชอบตื่นเช้ากัน อย่างไรก็ตาม มีบางรายงานที่ค้นพบว่า "การตื่นมีแนวโน้มที่จะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีเมื่อถึงช่วงวัยกลางคน"


ฉะนั้นแล้ว ก็อย่าลืมตักตวงโอกาสในการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีกันเสียตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่ว่าเมื่อแก่ตัวไปจะได้รับผลกำไรจากลักษณะนิสัยนี้


4.  มันจะทำให้คุณมีความคิดในเชิงบวกมากขึ้น

งานวิจัยหนึ่งในปี 2012 ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Emotion ค้นพบว่า ผู้คนที่ตื่นเช้ามักมีพื้นฐานทางอารมณ์ในเชิงบวกมากกว่าคนตื่นสาย ซึ่งนักวิจัยได้สันนิษฐานว่า ความคิดในแง่บวกที่เกิดขึ้นเป็นผลเชื่อมโยงมาจากจังหวะของนาฬิกาชีวภาพในร่างกายมนุษย์


5.  คุณจมีความเด็ดเดี่ยว และให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

จากนิตยสาร Fast Co Design มีงานวิจัยหนึ่งในปี 2011 พบว่า ผู้คนที่โปรดปรานชีวิตยามเช้ามักจะมีลักษณะของความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ น่าคบหา ประพฤติตัวเหมาะสม มีการทำงานในเชิงรุก และมักจะให้ความร่วมมือในการทำงานเป็นอย่างดี ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะนิสัยที่ควรมีติดตัวไว้เป็นอย่างยิ่ง


6.  การเลื่อนเวลาปลุกออกไปบ่อยๆ อาจทำลายวันดีๆ ได้ทั้งวัน 

ถ้าคิดจะเลื่อนเวลาปลุกออกไป ก็เตรียมโบกมืออำลาให้ความสำเร็จได้เลย!

การตื่นขึ้นมาแล้วกดเลื่อนเวลาปลุกเพื่อที่จะกลับไปนอนต่อ จะทำให้เกิด การนอนหลับอย่างไม่ต่อเนื่อง หรือ Fragmented Sleep และมันจะส่งผลไปยังวงจรการนอนหลับของคุณ ซึ่งนำไปสู่อาการง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตลอดเวลา มีการศึกษาหนึ่งในปี 2011 ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร American Journal of Clinical Nutrition พบว่า การนอนหลับอย่างไม่ต่อเนื่องจะทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในแต่ละวัน 

ดังนั้น แทนที่จะพยายามตักตวงเวลาเพียงแค่สองสามนาทีเพื่อที่จะได้พักผ่อนสายตา ลองเปลี่ยนเป็นตื่นขึ้นมาแล้วลุกออกจากเตียงอย่างเด็ดขาด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในภายภาคหน้าจะดีกว่า


7.  การตื่นเช้าสามารถป้องกันโรคซึมเศร้าได้

โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้คนที่ชอบอยู่ดึกๆ มักมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าจริงหรือ? จากงานวิจัยหนึ่งในปี 2010 พบว่า ลักษณะของการเป็น บุคคลยามเย็นที่ชื่นชอบการบริหารจัดการชีวิตและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมการนอนในช่วงเย็น มีโอกาสก่อให้เกิดอัตราภาวะซึมเศร้าที่มากกว่าปกติ


8.  คุณจะมีเวลาในการทำสิ่งที่ชอบมากกว่าที่เคย 

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนหางานอดิเรกเล็กๆ ทำเพิ่ม ซึ่งการตื่นแต่เช้าจะช่วยให้คุณมีเวลาในการทำอะไรที่ชอบจริงๆ มากขึ้น ก่อนที่จะต้องไปเผชิญกับความวุ่นวายของงานในแต่ละวัน

ในบทความ "Eye of Storm" ของนิตยสาร Psychology Today Ray Williams ได้กล่าวถึงการศึกษาของ Luara Vanderkahm ภายใต้หัวข้อผู้คนที่ประสบความสำเร็จสูงมักจะทำอะไรก่อนเวลาอาหารเช้า? (What the Most Successful People Do Before Breakfast)” ซึ่งเธอได้ระบุว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะใช้เวลาในช่วงเช้าไปกับการทำงานอดิเรกเล็กๆ ที่ตัวเขาเองชื่นชอบ


9.  คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เสียสุขภาพได้มากขึ้น 


ถ้าใครอยากจะเลิกนิสัยเสียที่แก้ไม่หาย ขอให้ลองแปลงกายมาเป็นมนุษย์ยามเช้าดู

เนื่องจากมีการศึกษาในปี 2004 ที่ยืนยันว่า ผู้คนที่จะกระตือรือร้นในช่วงเย็นมักจะมีแนวโน้มในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-สูบบุหรี่มากกว่าคนปกติ 


10.  คุณจะเผชิญกับภาวะความเครียดน้อยลง 

สำหรับผู้คนที่ชื่นชอบการนอน การต้องตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับวันใหม่อาจเป็นอะไรที่ฟังดูน่าปวดหัวเอามากๆ อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า การตื่นนอนแต่เช้าจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น 

จากนิตยสาร Fitness Magazine นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอนได้ค้นพบว่า ผู้คนที่ตื่นขึ้นมาราว 7 โมงเช้าในแต่ละวัน มีแนวโน้มความเครียดที่ต่ำกว่าผู้ที่ตื่นสายกว่านั้น


11.  คุณจะมีน้ำหนักที่คงที่ 

ถ้าอยากจะลดน้ำหนักล่ะก็ การตั้งนาฬิกาปลุกใหม่ให้ไวกว่าเดิมก็นับว่าเป็นความคิดที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจาก Huffinton Post ได้รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Northwestern ค้นพบว่า การตื่นขึ้นมาเริ่มต้นวันใหม่แต่เช้า มีแนวโน้มทำให้ค่า BMI ลดน้อยลงกว่าเดิม 



โพสท์โดย: SpiderMeaw
Source : Business Insider
http://board.postjung.com/992623.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/28991991325484758/

Tuesday, September 27, 2016

5 พฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่บ่งบอกว่าพวกเขาคือไอน์สไตน์ตัวน้อย




พัฒนาการเด็ก 5 อย่าง ที่ส่งสัญญาณฉายแววอัจฉริยะ ลองสังเกตลูกของคุณดูสิว่ามีหรือเปล่า

           คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยในช่วงวัยประถม มักจะเป็นกังวลถึงการเรียนรู้ของพวกเขาใช่ไหมคะ เพราะเด็กในวัยนี้เริ่มสนใจหลายสิ่งหลายอย่าง หัดอ่านหัดเขียน มีสังคมที่โรงเรียน และสมองของเด็กจะพัฒนาเต็มที่ ซึ่งถ้าหากพวกเขามีพฤติกรรมท่าทีอะไรแปลก ๆ ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่าลูกของคุณนั้นเป็นเด็กฉลาด ไหวพริบดี และเรียนรู้ได้เร็วสมวัยนั่นเองค่ะ ว่าแต่จะมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่เด็ก ๆ มักชอบทำกัน วันนี้กระปุกดอทคอมได้รวบรวมมาฝากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เราไปดูกันเลยดีกว่า


1. ช่างซักช่างถาม

           เด็ก ๆ ขี้สงสัยไปเสียทุกอย่าง ต่อให้เป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม เพราะพวกเขากำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ถ้าหากพวกเขาถามในเรื่องที่อธิบายยาก คุณพ่อคุณแม่อาจจะตอบแบบให้เด็กเข้าใจง่ายและแฝงความขี้เล่น หรือมีคำถามกลับให้เด็ก ๆ ได้กลับไปขบคิดด้วยตนเอง ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ดีต่อตัวเด็กและพ่อแม่ เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวแน่นแฟ้นมากขึ้นด้วยนะคะ
 

2. จดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี

           ไม่จำเป็นต้องท่องศัพท์หรือตำราเรียนได้อย่างเดียวนะคะ อาจจะเป็นการจดจำอดีตหรือสิ่งที่ลูกน้อยของคุณเคยเห็นผ่านตา แล้ววันนี้กลับนำมาถามซ้ำใหม่ นั่นแสดงว่าลูกน้อยของคุณมีความจำที่ดี และสามารถคิดแก้ไขปัญหาได้จากข้อมูลในความทรงจำนั่นเองค่ะ


3. สนใจอ่านหนังสือ

           อ่านหนังสือในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าอ่านจริง ๆ จัง ๆ ขอเพียงแค่เปิดหนังสือดูเล่นก็พอแล้วล่ะค่ะ อย่างเช่นพวกหนังสือนิทานนั้นจะมีรูปประกอบสีสันสวยงาม เด็ก ๆ จะให้ความสนใจกับรูปพวกนั้น ซึ่งถ้าหากพวกเขาอยากรู้เรื่อง คุณพ่อคุณแม่ก็อาศัยจังหวะนี้สอนหนังสือให้ลูกอ่านเองได้ โดยที่ไม่ต้องไปบังคับเด็กด้วยค่ะ
 

4. เก็บสะสมสิ่งของต่าง ๆ

           เคยสังเกตไหมคะว่าเวลาที่พาลูกน้อยไปเที่ยวชายทะเล พวกเขามักจะหยิบเปลือกหอยเล็ก ๆ ขึ้นมาเก็บใส่กระเป๋า หรือซื้อขนมห่อละ 5 บาท แต่กลับไม่กินขนมเลย แค่ต้องการของแถมที่อยู่ข้างในเท่านั้น เป็นเพราะลูกของคุณมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ส่งผลให้อารมณ์ดีและสมองก็จะพัฒนาได้ดีตามด้วยนั่นเองค่ะ


5. มีนิสัยชอบจัดเรียง

           เด็ก ๆ จะรู้สึกเพลินเพลินและสนุกไปกับการเรียงสิ่งของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เช่น เรียงสีไม้ในกล่อง เรียงของเล่นจากชิ้นเล็กไปหาชิ้นใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้บ่งบอกว่าลูกน้อยของคุณเริ่มรู้จักแยกแยะและแบ่งประเภทเป็น แถมยังฝึกความเป็นระเบียบไปในตัวอีกด้วยล่ะค่ะ

           รู้แบบนี้แล้วลองไปสังเกตลูกน้อยของคุณดูนะคะว่ามีพฤติกรรมตามที่บอกหรือเปล่า ถ้ามีแสดงว่าเจ้าหนูน้อยเริ่มฉายแววอัจริยะแล้วล่ะ ไม่แน่โตขึ้นไปอาจคิดค้นทฤษฎีใหม่ ๆ จนได้รับรางวัลโนเบลก็ได้นะ


ข้อมูลจาก : romper.com, raisesmartkid.com
http://baby.kapook.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81-157100.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/428475352023392987/