Friday, October 31, 2014

20 วิธี ลดน้ำหนัก ผลาญ 500 แคลอรี่ ต่อ วัน




           ใครที่คิดว่าการลดน้ำหนักช่างยากเย็นแสนเข็ญ คุณอาจจะคิดผิดก็ได้ เพราะจริง ๆ แล้ว เราสามารถลดน้ำหนักได้ง่าย ๆ อย่างเช่น 20 วิธีต่อไปนี้ที่จะช่วยให้คุณเผาผลาญ 500 แคลอรี่ต่อวันได้อย่างสบาย ๆ แม้คุณจะไม่มีเวลามากมาย ถ้าตั้งใจจริง เอ...ฟัง ๆ ดูแล้วน่าสนใจทีเดียว ใครอยากผอม ตามมาเล้ยยย...

 1. ย่ำเท้าบ่อย ๆ

          การย่ำเท้าบ่อย ๆ อาจทำให้คุณดูเหมือนคนที่กำลังกระวนกระวาย แต่วิธีการนี้ สามารถผลาญเเคลอรี่ได้ถึง 350 แคลอรี่ต่อวัน ดังนั้น ในขณะที่คุณกำลังคุยโทรศัพท์ หรือเดินไปเดินมาในบ้าน ก็ลองย่ำเท้าบ่อย ๆ ลองเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ก็จะเริ่มเห็นผลแล้ว 

 

 2. หลีกเลี่ยงการกินถั่ว

            การรับประทานถั่ว โดยเฉพาะถั่วที่เสิร์ฟในชามใบโต ก็จะยิ่งทำให้คุณอ้วนมากขึ้น ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ระบุว่า แม้ถั่วจะมีผลดีต่อหัวใจ เเต่ถั่วก็มีเเคลอรี่ในปริมาณสูง ถั่วทอดแบบผสมกัน 1 กำมือมีเเคลอรี่สูงถึง 175 แคลอรี่ แต่ถ้าคุณชอบทานถั่วมาก ก็หันมาเลือกทานถั่วพิตาชิโอแทน เพราะถั่วพิตาชิโอขนาด 2 กำมือ มีปริมาณแคลอรี่เพียง 159 แคลอรี่เท่านั้น เเละการที่ถั่วมีเปลือกหนาเเละแกะยาก ก็จะช่วยให้คุณทานถั่วน้อยลงด้วย

 
 3. อย่ากินอาหารขณะอยู่หน้าโทรทัศน์

            จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเเมตซาชูเซสต์ ระบุว่า การรับประทานอาหารขณะดูโทรทัศน์ จะทำให้คุณเพิ่มเเคลอรี่เข้าไปถึง 288 แคลอรี่จากที่คุณได้รับปกติ ดังนั้น คุณควรรับประทานอาหารบนโต๊ะกินข้าวปกติ และเปลี่ยนเวลา 1 ชั่วโมงในการดูโทรทัศน์เป็นการเดินแทน นั่นจะช่วยให้คุณผลาญได้ถึง 527 แคลอรี่



4. ลดปริมาณท็อปปิ้งในสลัดถ้วยโปรด

            การรับประทานสลัดชามโต ฟังดูเเล้วเหมือนจะดีต่อสุขภาพ แต่ท็อปปิ้งทั้งหลายที่ใช้ราดหน้าสลัด อาจมีเเคลอรี่มากกว่าลาซานญ่าทั้งจานเลยก็ได้ ทั้งเกล็ดชีส ถั่วเคลือบคาราเมล เบคอน ผลอะโวคาโด ผลไม้เเห้ง เศษขนมปังทอด และน้ำสลัด สิ่งเหล่านี้ล้วนเเต่เพิ่มเเคลอรี่แทบทั้งสิ้น

            วิธีการลด 500 แคลอรี่ก็คือ ให้เลือกท็อปปิ้งเพียงอย่างเดียว และใส่ผักสุดโปรดเเต่แคลอรี่ต่ำลงไปแทน เช่น พริกหยวก หัวหอม หรือเห็ด และใส่น้ำสลัดเเค่ครึ่งเดียว

 
 5. ใช้จานใบเล็กลง

            ลองเปลี่ยนจานขนาด 12 นิ้วให้เป็นจานขนาด 10 นิ้วดูสิ แล้วคุณจะรับประทานน้อยลง 20-25 เปอร์เซ็นต์ และนั่นจะช่วยลดได้ถึง 500 แคลอรี่ โดยที่ไม่รู้สึกว่าอิ่มน้อยลง



6. งดใส่วิปครีม

            ลองงดใส่วิปครีม หรือใส่น้อยลง ก็ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ อาหารว่าง เช่น กาแฟเย็นแก้วใหญ่ที่แต่งแต้มด้วยนม วิปครีม และน้ำเชื่อมเเบบจัดเต็มนั้น อาจมีแคลอรี่สูงถึง 670 เเคลอรี่ แต่หากคุณยังติดใจวิปครีมเเบบเลิกไม่ได้ ก็ลองเอสเปรสโซ่ชอท ที่มีแคลอรี่แค่ 30 กิโลแคลอรี่ นั่นหมายความว่า คุณจะสามารถลดไปได้ถึง 640 กิโลเเคลอรี่เลยทีเดียว


7. นับชิ้นมันฝรั่งทอดและเเครกเกอร์ที่กินเข้าไป

            หากคิดจะลดน้ำหนัก คุณไม่ควรรับประทานของว่าง เช่น มันฝรั่งทอดถุงโต หรือแครกเกอร์กล่องใหญ่ เพราะเมื่อทานเข้าไปแล้ว คุณจะทานเพลินจนหมด ซึ่งในมันฝรั่งทอดถุงขนาด 9 ออนซ์ มีปริมาณแคลอรี่สูงถึง 1,260 แคลอรี่ ดังนั้น ให้ลองนับมันฝรั่งชิ้นที่ทาน เช่น รับประทานเเค่ 15 ชิ้น คุณก็รับพลังงานเข้าไปเพียง 140 เเคลอรี่เท่านั้น

 

 8. ใส่น้ำตาลในค็อกเทลให้น้อยลง

            การใส่เครื่องปรุงในค็อกเทลอย่าง น้ำเชื่อม น้ำผลไม้รสหวาน หรือครีมต่าง ๆ จะทำให้เครื่องดื่มของคุณกลายเป็นของหวานได้ เช่น เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เรียกว่า มัดสไลด์ มีพลังงานถึง 800 เเคลอรี่ ดังนั้น เวลาสั่งเครื่องดื่ม ให้สั่งผสมเครื่องดื่มด้วยโซดา, โทนิก, น้ำเเครนเบอร์รี่, หรือบีบมะนาวลงไป จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้มากทีเดียว

 

 9. ทานพาสต้าให้น้อยลง

            พาสต้า 1 ถ้วยมีพลังงาน 220 แคลอรี่ แต่ปริมาณของพาสต้าในร้านอาหาร อาจมีเเคลอรี่เพิ่มมากขึ้นถึง 480 % ซึ่งหมายถึง 1,056 กิโลเเคลอรี่ ดังนั้น ถ้าออกไปทานอาหารครั้งหน้า ก็ทานพาสต้าให้น้อยลง เพราะถ้าคุณทานพาสต้าเเค่ 2 ถ้วย คุณก็จะรับแคลอรี่ไปเพียง 440 กิโลเเคลอรี่เท่านั้น

 

 10. อาหารค่ำมื้อไหน ๆ ก็ไม่ต้องเชิญแขกมาเยอะ

            รู้ไหมว่า การรับประทานอาหารค่ำกับเพื่อน ๆ ตั้งเเต่ 7 คนหรือมากกว่านั้น จะทำให้คุณรับประทานอาหารมากขึ้น 96 เปอร์เซ็นต์เชียวนะ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า คุณรับประทานอาหารค่ำถึง 2 มื้อเลยทีเดียว ดังนั้น รับประทานอาหารค่ำกับเเขกน้อย ๆ จะช่วยให้คุณผลาญไปได้ 500 กิโลเเคลอรี่ หรือมากกว่านั้น



 11. อย่าทานอาหารจนหมดจาน

            เวลาทานอาหาร ให้เหลืออาหารไว้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ในทุกมื้ออาหาร โดยเอาอาหารส่วนที่เหลือเก็บไว้ทานในมื้อต่อไป เพราะถ้าปกติ คุณทานอาหารและได้รับพลังงานถึง 2,000 กิโลเเคลอรี่ การเหลืออาหารไว้บนจาน จะช่วยลดให้คุณได้ถึง 500 เเคลอรี่ต่อวันเลยทีเดียว

 

 12. ทานของหวานคำเล็ก 

            เมื่อเปิดเมนูอาหาร ให้เลือกทานของหวานชิ้นเล็ก ๆ เช่น ช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ขนมหวานถ้วยเล็ก นั่นจะช่วยเลี่ยงเเคลอรี่และคุณยังอิ่มท้องกับของหวานสุดโปรดได้



13. เลิกดื่มน้ำปั่นแบบสมูธตี้

            ในเวลาที่เร่งรีบ หลายคนอาจเลือกทานน้ำปั่นสมูธตี้รองท้อง ซึ่งน้ำปั่นแบบสมูธตี้ขนาด 32 ออนซ์ อาจมีเเคลอรี่ถึง 800 เเคลอรี่หรือมากกว่านั้น นั่นจะทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนที่กินอาหารเช้าแบบเร่งรีบ ดังนั้น หากครั้งหน้าคุณต้องทานอาหารเช้าเเบบเร่งรีบเเล้ว ก็ลองทานข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายเเดง และกล้วยแผ่นบาง รวมไปถึงกาแฟซักถ้วย นั่นจะทำให้คุณลดไปได้ถึง 518 แคลอรี่

 

 14. ระวังอาหารที่มีน้ำมันผสม

            เวลาที่ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน อย่าลืมกำชับว่า ให้ปรุงอาหารของคุณด้วยน้ำสต็อกแทนที่จะใช้น้ำมัน หรือสั่งอาหารที่ปรุงโดยการอบหรือเคี่ยว ก็จะทำให้คุณไม่ต้องรับเเคลอรี่ถึง 124 แคลอรี่ต่อน้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ

 

 15. นอนหลับให้เพียงพอ

            การนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้คุณหิว ซึ่งผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุว่า ผู้ที่นอนประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน มักจะทานอาหารว่างมากกว่าคนอื่นในระหว่างวัน



16. เลิกดื่มน้ำอัดลม

            น้ำอัดลมขนาด 120 ออนซ์ มีปริมาณแคลอรี่สูงถึง 150-180 แคลอรี่ หมายความว่า หากคุณดื่มน้ำอัดลม 2-3 กระป๋องต่อวัน คุณก็จะยิ่งได้รับเเคลอรี่มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น บังคับตัวเองให้ดื่มน้ำเปล่าเวลากระหาย จะช่วยให้คุณไม่ต้องรับเเคลอรี่มากถึง 540 แคลอรี่ต่อวัน

 
 17 ทานไข่ต้มตอนเช้า ทานซุปตอนเที่ยง

            ในตอนเช้า ลองทานไข่ต้ม 2 ฟองควบคู่กับอาหารเช้าปกติ จะทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น และกินน้อยลง 416 เเคลอรี่ต่อ 1 วัน หรือก่อนที่จะรับประทานอาหารเที่ยง ให้ลองทานซุปแคลอรี่ต่ำ 1 ถ้วย นั่นจะทำให้คุณทานน้อยลง 134 แคลอรี่ต่อมื้อ และหากนำมารวมกันเเล้ว คุณจะลดน้ำหนักได้ถึง 684 กิโล

เเคลอรี่ต่อวันเลยทีเดียว

 

 18. เลิกกินป๊อปคอร์นขณะดูหนัง

            ใช่เเล้ว เพราะป๊อปคอร์นถังใหญ่ ๆ ที่ขายตรงซุ้มของว่างหน้าโรงภาพยนตร์นั้น มีปริมาณแคลอรี่สูงถึง 1,005 แคลอรี่ แต่หากติดเป็นนิสัยจริง ๆ ก็ลองทำป๊อปคอร์นไปทานเอง อาจเป็นป๊อปคอร์นอบไมโครเวฟ ซึ่งไม่มีไขมันถึง 94% นั่นจะช่วยทำให้คุณรับเเคลอรี่น้อยลงถึง 700 เเคลอรี่

 
 19. กินแต่พอดี

            หากคุณรู้สึกว่ารับประทานอาหารอิ่มเเล้ว ให้วางช้อนส้อมลงเสีย เพราะนั่นคือการที่คุณรับฟังเสียงเรียกร้องของร่างกาย เเทนที่จะพยายามทานอาหารให้หมดจาน ซึ่งการทำแบบนี้ จะช่วยลดไปได้ 500 แคลอรี่



20. กินไอศกรีมก้อนเล็ก

            แม้ว่าคุณจะชื่นชอบไอศกรีมมากขนาดไหน เเต่การกินไอศกรีมก้อนใหญ่ ๆ ก็ไม่ดีแน่ ๆ ดังนั้น ให้เลือกทานไอศกรีมรสโปรดก้อนเล็ก เพราะหากคุณสั่งไอศกรีมขนาด 5 ออนซ์ แทน 12 ออนซ์ คุณก็จะสามารถลดเเคลอรี่ได้ถึง 550 แคลอรี่

 
            เห็นไหมว่า ทั้ง 20 วิธีที่เรานำมาบอกกันนี้ คุณผู้หญิงสามารถทำได้ไม่ยากเลย ที่สำคัญคือไม่ต้องอดอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อลดน้ำหนักด้วย เอาล่ะ! เลือกสักหลาย ๆ ข้อ แล้วเดินหน้าฟิตหุ่นกันเลยจ้า



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/ice-cream-cones/

Thursday, October 30, 2014

กินไข่ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด




แต่เดิมหมอมักจะแนะนำให้คนสูงอายุหลีกเลี่ยงการกินไข่ เพราะว่ามีโคเลสเตอรอลสูง แต่ความจริงไข่มีสารอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีประโยชน์สูงอีกมากมาย  

นักโภชนาการแนะว่าควรหลีกเลี่ยงโคเลสเตอรอลจากอาหารประเภทอื่นดีกว่า แล้วกลับมากินไข่แทน โดยผู้สูงอายุกินสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง นอกจากไข่จะบำรุงสายตาแล้ว ยังบำรุงสมองในเรื่องความจำด้วย
 
รับประทานทานไข่ให้ได้ประโยชน์...ต้มดีที่สุดและต้องสุกด้วย และควรรับประทานทั้งไข่แดงและไข่ขาวครับ

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติอธิบายว่า ในไข่ 1 ฟอง ไข่แดงจะเป็นก้อนไขมัน ไม่มีโปรตีน แต่กลับกันไข่ขาวจะไม่มีไขมัน มีแต่โปรตีนอย่างเดียว ไข่...ไม่ว่าเบอร์เล็กหรือเบอร์ใหญ่ เบอร์ 0-4 สิ่งที่เหมือนกันคือ ไข่แดงมีขนาดเดียวกันหมด แต่ที่ต่างกัน คือไข่ขาวนะค่ะ

 
โทษของไข่ดิบ
 
มีคนเข้าใจว่ากินไข่ดิบวันละฟองในตอนเช้าจะดี ความจริงแล้ว การกินไข่ดิบทำให้ร่างกายได้รับธาตุบำรุงจากไข่เพียงครึ่งเดียว ในไข่ดิบมีโปรตีนที่เป็นปฏิชีวนะอยู่ ถ้าเรากินไข่ดิบบ่อยๆ โปรตีนชนิดปฏิชีวนะที่สะสมอยู่ในร่างกายจะขัดขวางไม่ให้ร่างกายได้รับ วิตามิน B1

นอกจากนั้น ถ้าไก่เป็นโรค ไข่จะรับเชื้อติดมาด้วย จึงทำให้ผู้กินไข่ดิบติดโรคได้ จึงควรกินไข่ที่สุก เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารได้ครบถ้วน  ดังนั้น จึงไม่ควรกินไข่ดิบหรือไข่ครึ่งสุกครึ่งดิบ 

ส่วนในการทอดไข่ดาวนั้น ไม่ควรทอดด้านเดียว ควรพลิกทอดทั้ง 2 ด้าน เพื่อฆ่าเชื้อโรค ไข่ที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ไข่ดาว ไข่ลวก ถ้าไข่แดงเป็นยางมะตูม อาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่ากับ กินไข่ขาวที่เป็นยางใสๆ เพราะไข่ขาวจะย่อยยาก เนื่องจากไข่ขาวดิบทั้งหมดเป็น " อัลบูลมิน " ถ้าไม่สุกจะทำให้มีปัญหา เรื่องลำไส้ไม่ค่อยย่อย  ยิ่งถ้าเป็นคนแก่จะไม่มีน้ำย่อยมาย่อย "อัลบูลมิน"

 
นอกจากนี้การกินแต่ไข่ขาวเพียงอย่างเดียว เพราะกลัวไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง จะทำให้โปรตีนในไข่ขาวตัวหนึ่งที่ชื่อ " อะวิดิน " ไปจับเกาะกับ " ไบโอติน " ในร่างกายให้เสียของ ซึ่ง " ไบโอติน " เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นผมและสุขภาพของผิวหนัง
 
ดังนั้น การกินแต่ไข่ขาวอย่างเดียว ร่างกายจึงไม่ได้ " ไบโอติน " ที่มีอยู่ในไข่แดงมาเสริม แถมที่มีอยู่อย่างร่อยหรอในร่างกายก็ยังโดน " อะวิดิน " จับเกาะหมดไปๆ เรื่อยๆ
 
สรุป ต้องกินทั้ง ไข่ขาวและไข่แดง ด้วยการปรุงสุกเท่านั้น จะเป็นไข่ไก่ หรือไข่เป็ดก็ได้ ถ้าจะให้ดี ควรต้มกินดีที่สุด เพราะถ้าทอดหรือเจียว เรามักจะทอดกับน้ำมันพืช ซึ่งมีโอเมก้า 6 จะยิ่งไปต้านโอเมก้า 3 ในไข่ ให้ด้อยคุณค่าไปอีกค่ะ
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, October 28, 2014

โรคหัวใจป้องกันได้ ด้วยเคล็ดลับบำรุงใจ เพื่อชีวิตที่ยืนยาว



         เคล็ดลับดูแลหัวใจที่ใครหลายคนอาจไม่เคยทราบ เพื่อหัวใจที่แข็งแรงและอายุที่ยืนยาว ไม่ถูกรุกรานด้วยโรคหัวใจ

          โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของคนในหลาย ๆ ประเทศ การดูแลรักษาหัวใจของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อที่จะได้หาทางป้องกัน และวิธีการรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งวันนี้เราได้กระปุกดอทคอมขอนำทุกท่านมาพบกับ 8 เคล็ดลับดี ๆ ที่จะทำให้หัวใจของเราแข็งแรงที่เว็บไซต์ fitnea.com นำมาบอกเล่าให้ฟังกัน เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและหัวใจที่แข็งแรงค่ะ

1. การนอนหลับวันละ 7 - 8 ชั่วโมง ช่วยปกป้องหัวใจให้แข็งแรง

          ผู้ที่นอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่นอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมง ถึง 3 เท่า เพราะการนอนหลับจะช่วยควบคุมการทำงานของอินซูลิน ซึ่งการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และทำให้อ้วนได้อีกต่างหาก และความอ้วนนี่ล่ะที่ทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้อาการอ่อนเพลียยังเป็นอาการของโรคหัวใจที่มักจะเกิดในเพศหญิงแต่หลาย ๆ คนกลับละเลย ดังนั้นถ้าหากคุณผู้หญิงรู้สึกอ่อนเพลียบ่อย ๆ ก็ควรไปปรึกษาแพทย์นะคะ

 2. ลดน้ำหนักเพียง 5 กิโลกรัมก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้

          รอบเอวที่ใหญ่เกินไปส่งผลถึงสุขภาพหัวใจได้ โดยพบว่าผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว และผู้ชายที่มีรอบเอว 45 นิ้วขึ้นไป มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ แต่ก็มีการศึกษาพบว่าถ้าเราลดน้ำหนักได้เพียง 10 - 15% จะช่วยทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขึ้่นได้ ถ้าใครไม่ค่อยมีเวลาก็ขอแนะนำให้แบ่งเวลาไปออกกำลังกายสักเพียง 25-55 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง นอกจากจะช่วยทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงแล้วยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี และลดความดันโลหิตได้ และถ้ายิ่งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วยละก็ ยิ่งให้ผลดียิ่งขึ้นเลยล่ะค่ะ

 3. การหัวเราะช่วยผ่อนคลายหลอดเลือดแดงได้

          เราคงเคยได้ยินกันอยู่แล้วว่า การหัวเราะเป็นยาที่ดีที่สุดในการรักษาทุก ๆ โรค เพราะฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดที่อยู่ในร่างกายของเราจะลดลงเมื่อเราหัวเราะ และเมื่อระดับของคอร์ติซอลลดลงแล้วจะช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลง ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญยังทำให้อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามีความเสี่ยงที่จะหัวใจวายมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า เพราะฉะนั้นมาหัวเราะกันเถอะค่ะ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

4. ดื่มแอลกอฮอล์วันละแก้วช่วยเสริมหัวใจให้แข็งแรง

          เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงต้องเคยได้ยินว่า การดื่มไวน์แดงวันละ 1 แก้วจะช่วยทำให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ นั่นก็เป็นเพราะว่าไวน์แดงเป็นแหล่งทีอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วงปกป้องหลอดเลือดหัวใจและช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แต่รู้หรือเปล่าคะว่าไม่ใช่แค่ไวน์แดงเท่านั้นนะที่ดีต่อสุขภาพ แต่เบียร์ก็ดีต่อสุขภาพเช่นกันหากดื่มอย่างพอเหมาะ เพราะในเบียร์มีแร่ธาตุที่สำคัญอย่างวิตามินบี 6 ที่ช่วยต่อสู้กับการสะสมของกรดโฮโมซีสเตอีน (homocysteine) หนึ่งในสารเคมีอันตรายที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แต่ถ้าอยากให้ได้ผลดีก็ไม่ควรจะดื่มมากเกินไป เพราะหากดื่มมากเกินไปอาจจะทำให้ความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น หัวใจล้มเหลว หรือเกิดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจได้ ดังนั้นถ้าหากคุณไม่ใช่คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ล่ะก็ อย่าดื่มมันเลยดีที่สุดค่ะ

 5. การรู้ประวัติโรคหัวใจของคนในครอบครัวคือสิ่งสำคัญ

          การรู้ประวัติโรคหัวใจของคนในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราหันกลับมาดูแลใส่ใจกับสุขภาพของหัวใจของเรามากขึ้น เพราะถ้าหากมีใครในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน ก็จะทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจมากขึ้น ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถช่วยวางแผนในการดูแลสุขภาพหัวใจคุณให้แข็งแรงเพื่อหลีกเลี่ยงจากโรคอันตรายเหล่านั้นได้ค่ะ

 6. การมีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ยืดอายุหัวใจให้นานขึ้น
 
          การมีเพศสัมพันธ์คือวิธีที่แสนจะเป็นธรรมชาติที่สุดในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง มีการศึกษาพบว่ากิจกรรมทางเพศสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ และการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจในเพศชายได้อีกด้วย แต่ก็ไม่แนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจมีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ เกินไป เพราะอาจจะส่งผลกระทบที่ไม่ดีได้ค่ะ

7. เสียงกรน สัญญาณอันตรายของโรคหัวใจ

          อย่ามัวแต่คิดว่าเสียงกรนน่ารำคาญเพียงอย่างเดียว เพราะบางทีนั่นอาจจะเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหัวใจได้ โดยการกรนอาจพัฒนาไปสู่การหยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องทำการรักษาอย่างเร่งด่วน ผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนอ้วน และการหยุดหายใจขณะหลับจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจอีกด้วย

 8. ลดเกลือวันละ 1 ช้อนชา ช่วยลดความดันโลหิตได้

          เกลือ เป็นส่วนผสมที่เรามักมองข้ามเมื่ออ่านฉลาก ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วการที่เราบริโภคโซเดียมมากเกินไปจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ ดังนั้นควรจะระมัดระวังในการบริโภคโซเดียม ยิ่งถ้าคุณอายุมากกว่า 55 ปี ขึ้นไปแล้วละก็ ควรจะลดการบริโภคโซเดียมวันละ 1 ช้อนชา จะช่วยทำให้หัวใจแข็งแรงค่ะ
คำอธิบาย: https://ci6.googleusercontent.com/proxy/RnNZfQn2o2xpggJQqefCOervMbPIci5mujDPJnvl43kv6Rtxjyh5gHN_JKVzeU-aaGz3pePFgxfoAAtZJZNx8mveVTc-11j98EfuAJVcumUenA=s0-d-e1-ft#https://ssl.gstatic.com/ui/v1/icons/mail/images/cleardot.gif

          การรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงอยู่เสมอไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะละเลย เพราะฉะนั้นควรจะสังเกตอาการของร่างกายอยู่เสมอ หากเกิดความผิดปกติก็ควรไปพบแพทย์ ไปตรวจเพื่อความมั่นใจดีกว่าจะต้องมารักษากันทีหลังนะคะ


ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต