Sunday, April 26, 2015

พัฒนาการการแสดงออก อีกการเรียนรู้ที่ต้องฝึกฝน



         เคยไหมคะที่รู้สึกว่า ลูกน้อยทำท่าทางเหมือนไม่สบายตัวแต่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร หรือมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ไม่ยอมพูด ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจว่าจะแก้ไขให้ลูกกลับมาร่าเริงและสบายดีได้อย่าง ไร "พัฒนาการการแสดงออก" เป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพัฒนาการใน ด้านอื่น ๆ เพราะการแสดงออกของเด็กนั้น เป็นตัวสะท้อนความสมบูรณ์ของสมองและเป็นตัวชี้วัดถึงความฉลาดทางอารมณ์

          เดิมที นั้นอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่ว่า เด็กที่พูดมาก ร้องบ่อย เป็นเด็กเลี้ยงยาก แต่เด็กที่เรียบร้อย ไม่ค่อยพูดมักเข้าใจว่าเป็นเด็กที่สมบูรณ์ดี ทั้งที่จริงแล้วเด็กที่มีการแสดงออกอย่างสม่ำเสมอนั้นมีแนวโน้มที่จะมี สุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากมีการสื่อสารกับผู้ใหญ่ถึงความต้องการและได้รับการตอบสนองที่เหมาะ สมต่างจากเด็กที่ไม่ค่อยแสดงออกที่เข้าใจได้ยากกว่าว่ากำลังรู้สึกอย่างไร การตอบสนองเด็กจึงยากไปด้วย แม้เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการไม่เท่ากัน แต่โดยรวมแล้วเด็กทุกคนควรมีระดับการแสดงออกที่เหมาะสมตามวัย ทั้งด้านการพูด การส่งเสียง สีหน้าท่าทางและกิริยาทางร่างกาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรปลูกฝังและกระตุ้นถึงวิธีการแสดงออกของความรู้สึกความ ต้องการ เพื่อนำไปสู่การตอบสนองที่ถูกต้อง ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ

1-3 เดือนแรก แม้ร้องแค่ อือ..อา ก็มีความหมาย

          คนส่วนใหญ่รับรู้ว่าการแสดงออกของลูกน้อยในช่วงแรกเกิดนั้น นอกจากร้องไห้แล้วจะเปล่งเสียงได้เพียงสั้น ๆ เช่นคำว่า อา อือ อู้ อี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าพัฒนาการต่าง ๆ ยังเติบโตไม่เต็มที่และไม่พร้อมที่จะสื่อสารกับพ่อแม่ด้วยการพูด เส้นเสียงของลูกน้อยยังไม่สมบูรณ์การขยับปากและลิ้นยังควบคุมไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการเปล่งเสียงและขยับตัวไปมานั้นก็มีความหมายอย่างมากระหว่าง คุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันให้เกิดขึ้น การที่ลูกน้อยเปล่งเสียงออกมาได้ไม่ว่าจะมากหรือน้อย สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบการออกเสียงที่ปกติ ส่วนการแสดงออกอื่น ๆ เช่น การเอียงคอ มองตาม การยิ้ม และตอบรับใด ๆ นั้นแสดงถึงกลไกการทำงานที่สำคัญ ได้แก่ ระบบการได้ยิน ระบบการแปลงข้อมูลในสมองที่ปกติ และสิ่งเร้าจากภายนอกที่มีอิทธิพลต่อเด็ก สิ่งเร้าที่ว่านี้ก็อย่างเช่น เสียงพูดของพ่อแม่เมื่อพูดแล้วจะเกิดคลื่นเสียงซึ่งเดินทางผ่านหูของลูกน้อย ไปยังสมอง เกิดการแปลงข้อมูล และตีความกลับมาเป็นคำสั่งให้ร่างกายแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นนั่นเอง

          ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มต้นสื่อสารกับลูกทั้งโดยการพูด การร้องเพลง การเปิดเพลงให้ฟัง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฝึกการแสดงออกของลูก เพราะหากไม่มีสิ่งเร้าภายนอกที่ว่านี้แล้วการแปลงข้อมูลในสมองและการพัฒนา ระบบการได้ยินก็จะทำงานได้น้อยตามไปด้วย และลูกก็จะแสดงออกน้อยไปด้วยค่ะ

4-6 เดือน ตั้งใจฟังหน่อย หนูสื่อสารได้แล้วนะคะ

          ช่วงเวลานี้เองที่คนมักกล่าวกันว่า เสียงหัวเราะของทารกคือเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะแค่ว่าเป็นเสียงที่บริสุทธิ์สดใสน่าฟังเท่านั้น แต่เสียงหัวเราะของทารกวัยนี้คือการบอกพ่อกับแม่ว่าหนูเริ่มมีความรู้สึกนึก คิดและต้องการแสดงออกแล้วนั่นเอง

          การแสดงออกของเด็กในช่วงวัย 4-6 เดือนส่วนใหญ่ ได้แก่ การหัวเราะเสียงดัง การทำเสียงอืออาในลำคอ การแสดงสีหน้าที่พอดูได้ว่าพอใจหรือไม่ หากพอใจและมีความสุขก็จะยิ้มและมีแววตาเป็นประกายสดใส แต่หากไม่พอใจหรือโกรธก็จะทำหน้าบึ้ง บางครั้งเบะปากและมีแววตาฉงน ซึ่งการดีความกิริยาเหล่นี้ขึ้นอยู่กับการสังเกตของพ่อแม่ เพราะเด็กยังไม่สามารถพูดออกมาได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นตอบสนองตามการสื่อสารของลูกเสมอ เช่น ช่วยเหลือดูแลเมื่อลูกงอแงไม่สบายตัว หยอกล้อให้ลูกอารมณ์ดีและหัวเราะบ่อย ๆ เล่นกับลูกเมื่อต้องการ และถามคำถามลูกเสมอ ๆ ว่าหิวหรือยัง ง่วงหรือเปล่า อยากเล่นหรือไม่ ขอให้จำเอาไว้ว่า เมื่อเด็กเข้าใจภาษาแล้วจึงจะสื่อสารกลับมา แต่หากไม่มีการกระตุ้นจากคนรอบข้างเด็กก็จะไม่สื่อสารกลับมาเช่นกันค่ะ

          หัวใจสำคัญของการแสดงออกก็คือ ปล่อยให้ลูกได้แสดงอารมณ์ที่เขาต้องการ รับฟังทุกอารมณ์ของลูก และไม่บังคับให้ลูกทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับอารมณ์ เช่น บังคับให้เล่นในเวลาที่ลูกง่วง หรือบังคับให้ลูกนอนในเวลาที่ต้องการเล่นเพราะจะทำให้ลูกหงุดหงิดและมัก แสดงออกถึงอารมณ์ในด้านลบอยู่เสมอ

7-9 เดือน วัยเลียนแบบ ศักยภาพที่รอวันแสดงออก

          มีงานวัยหลายสำนักที่กล่าวกันว่าเด็กทารกสามารถจดจำและเรียนรู้คำศัพท์ที่ได้ ยินแล้วตั้งแต่วัย 7 เดือน เพียงแต่ยังไม่สามารถตอบโต้ได้ออกมาเป็นคำศัพท์แบบเดียวกับที่ได้ยิน และเวลาพูดเด็กจะแสดงออกด้านอื่น ๆ แทน เช่น การแสดงสีหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น การเคลื่อนไหวที่มากขึ้น ความพยายามที่จะเปล่งเสียงเพื่อบอกความต้องการซึ่งจะดังกว่าเดิม ยาวกว่าเดิมและพูดจาซ้ำ ๆ ซึ่งหากสังเกตเราจะพบเสียงที่มีความสูงต่ำต่างกันหลายโทนเสียงมากขึ้น ไม่ใช่เสียงโทนเดียวเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วค่ะ

          ลูกน้อยในวัยนี้มีความสนใจใคร่รู้รอบด้าน การแสดงออกอย่างสม่ำเสมอของคุณพ่อคุณแม่จะกลายเป็นแบบอย่างที่ดีมากในการ แสดงออกของลูก ต้นแบบของการเลียนแบบอยู่ที่คนใกล้ชิด ซึ่งหากพ่อแม่แสดงอารมณ์โกรธ หงุดหงิดเป็นประจำก็จะส่งผลถึงบุคลิกนิสัยของลูกด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงควรแสดงอารมณ์ทางบวกกับลูกอยู่เสมอผสมผสานกับการบอกเล่าสิ่ง ต่าง ๆ เช่น บอกกับลูกว่า "วันนี้อากาศสดใสมาก แม่ชอบจังเลย" พร้อมพาลูกออกไปชมวิวทิวทัศน์ข้างนอกอย่างสบายใจ หากจะปฏิเสธลูกก็ให้ส่ายหน้าและพูดเหตุผลกับลูกดี ๆ เช่น "วันนี้ฝนตก เราออกไปเดินเล่นไม่ได้นะ ไว้พรุ่งนี้แม่จะพาไปนะจ๊ะ" เป็นต้น การทำเช่นนี้เป็นประจำจะทำให้ลูกรู้วิธีแสดงออกที่สอดคล้องกับอารมณ์และ สถานการณ์ พร้อมเรียนการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย

10-12 เดือน ได้เวลาแสดงตัวตน

          สำหรับวัยนี้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ฝึกฝนมาแต่ต้นจะเห็นผลได้ชัดเจนมากขึ้นแล้วค่ะ เพราะลูกน้อยจะรู้จักวิธีคิดและเลือกการแสดงออกที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเอง ต้องการได้มากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการยื่นแขนให้อุ้มเมื่อต้องการให้อุ้ม การอ้อนในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น หอมแก้มคุณพ่อคุณแม่ เข้ามาใกล้แล้วกอด ซบหน้ากับอก เมื่อต้องการความรักความอบอุ่นและรู้สึกสบายใจ บางครั้งจะเลือกหยิบของเล่นที่ชอบแล้วยื่นให้เป็นการบอกว่า เล่นสิ่งนี้กับหนูหน่อย พร้อมทั้งการใช้เลือกคำที่คิดว่าสื่อสารในสิ่งที่พ่อแม่เข้าใจ เช่น พูดว่า "หม่ำ ๆ" เมื่อหิว หรือพูดคำว่า "อุ้ม ๆ" เมื่ออยากออกไปเดินเล่น เป็นต้น

          การแสดงออกที่ชัดเจนมากขึ้นในวัยนี้กำลังจะเป็นพื้นฐานบุคลิกนิสัยที่จะติดตัว เด็กต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการแสดงออกของอารมณ์โกรธ กลัว โมโห ชอบใจ ซึ่งหากสังเกตให้ดีก็จะยิ่งเข้าใจนิสัยใจคอของลูกมากขึ้นเพื่อที่จะได้ส่ง เสริมกิจกรรมที่ลูกชอบและทำได้ดี หรือแก้ไขพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมได้ทันท่วงทีด้วยเช่นกัน ซึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกแสดงออกได้ดีคือ รับฟังลูก ให้เวลาและโอกาสในการแสดงออกอย่างอดทนและใจเย็นด้วยค่ะ

เรื่อง : กิ่งกาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์

Thursday, April 23, 2015

ประโยชน์ของการดื่มน้ำ 15 อัศจรรย์ที่คอนเฟิร์มว่าน้ำเปล่าน่ะดีที่สุดแล้ว




         เคยได้ยินกันมานานแล้วว่าการดื่มน้ำดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่ดีขนาดไหน เราจะเผยความจริงให้คุณรู้ !

          เชื่อว่าทุกคนก็คงจะรู้อยู่แล้วล่ะว่า น้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำกัน บ้างก็กลัวว่าดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้เข้าห้องน้ำบ่อย หรือเหตุผลอีกต่าง ๆ นานา แต่ขอบอกเลยว่าการที่ไม่ดื่มน้ำทำให้คุณพลาดประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ของการ ดื่มน้ำไปอย่างไม่น่าให้อภัยเลยล่ะ ลองไปดูประโยชน์ของการดื่มน้ำกันเลย บอกเลยใครพลาดน่ะน่าเสียดายที่สุด

 

1. ดื่มน้ำช่วยลดอาการอ่อนเพลีย

          สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการอ่อนเพลียก็คือภาวะขาดน้ำ ดังนั้นการดื่มน้ำจะทำให้ร่างกายภายในชุ่มชื้นขึ้น และลดภาวะขาดน้ำได้ ช่วยให้รู้สึกสดชื่นมีแรงขึ้นกว่าเดิม ใครที่กำลังรู้สึกอ่อนเพลียลองจิบน้ำดูนะคะ รับรองว่าช่วยได้แน่นอน


2. ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ผลดียิ่งขึ้น

          การ ดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องและรับประทานอาหารได้น้อยลง รวมทั้งถ้าหากดื่มน้ำขณะที่กำลังหิว ๆ ละก็ จะช่วยลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น แต่การดื่มน้ำก็ยังช่วยเพิ่มการทำงานของระบบการเผาผลาญอีกด้วยโดยเฉพาะน้ำ เย็น สามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นเยอะเลยล่ะ

 

3. ขจัดสารพิษในร่างกาย

          ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญในการขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยเมื่อไตกรองสารพิษในของเหลวที่อยู่ในร่างกายแล้วก็จะถูกขับออกมาในรูปแบบ ต่าง ๆ อาทิเช่น เหงื่อ และปัสสาวะ การดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดการติดเชื้อในท่อปัสสาวะและนิ่วในไตได้


4. บำรุงผิวพรรณ

          ถ้าอยากมีผิวพรรณที่ชุ่มชื้นและดูมีน้ำมีนวลละก็ ขอแนะนำให้ดื่มน้ำเลย เพราะน้ำเนี่ยล่ะค่ะที่จะช่วยขับเอาสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น แถมยังช่วยให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

 
5. รักษาอาการปวดหัวได้

          อาการไมเกรนและปวดหลัง แท้จริงแล้วอาจมีสาเหตุมาจากภาวะขาดน้ำในร่างกายได้ ดังนั้นการดื่มน้ำอย่างเพียงพอนี่ล่ะจะสามารถช่วยลดอาการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ไม่เชื่อก็ลองดื่มน้ำเยอะ ๆ เวลาปวดหัวดูสิ จะรู้สึกเลยว่าอาการปวดหัวเบาลงเลยล่ะ


6. ป้องกันโรคมะเร็ง

          มีการศึกษาหนึ่งพบว่าการดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยลดการอุบัติขึ้นของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เพราะการดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น ซึ่งการปัสสาวะบ่อย ๆ จะช่วยลดการก่อตัวของสารก่อมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากนี้การดื่มน้ำอย่างเพียงพอไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำก็ยังช่วยลดการ เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านมได้อีกด้วยค่ะ

 

7. ป้องกันตะคริว และอาการเคล็ด

          ภาวะขาดน้ำส่งผลให้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและสารหล่อลื่นระหว่างข้อต่อ ต่าง ๆ ลดน้อยลง จนอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย ดังนั้นการดื่มน้ำจึงจำเป็นต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ถ้าไม่อยากเป็นตะคริว หรือเคล็ดขัดยอกตามข้อต่อต่าง ๆ ควรหมั่นดื่มน้ำให้เพียงพออยู่เสมอค่ะ


8. ช่วยให้อารมณ์ดี

          หลาย คนอาจจะแปลกใจว่าการดื่มน้ำช่วยทำให้อารมณ์ได้ด้วยอย่างนั้นหรือ ขอบอกเลยค่ะว่าช่วยได้ เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย ก็จะช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในทำงานได้เป็นปกติ ลืมไปได้เลยกับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจ


9. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น

          การดื่มน้ำจะช่วยละลายไขมันในร่างกายและช่วยให้ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ นั้นทำงานได้เต็มที่ ส่งผลให้อาการท้องผูกลดลง การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียออกมาได้ง่าย แต่ถ้าหากดื่มน้ำน้อยเกินไปก็จะทำให้ร่างกายต้องนำน้ำไปใช้ในส่วนอื่นจนทำ ให้ขับถ่ายได้ยาก เกิดเป็นอาการท้องผูกค่ะ


10. ดีต่อสุขภาพหัวใจ

          มีการศึกษาหนึ่งพบว่าปริมาณน้ำที่ดื่มนั้นมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำมากขึ้นทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง แต่การดื่มเครื่องดื่มที่มีพลังงานสูง อย่างเช่นโซดา หรือ น้ำผลไม้ จะทำให้ความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจสูงขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

11. ช่วยต่อสู้กับอาการป่วย

          การดื่มน้ำสามารถช่วยลดอาการคัดจมูกและภาวะขาดน้ำในระหว่างที่ป่วยเป็นไข้หวัดได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการศึกษาใดยืนยันอย่างชัดเจนว่าการดื่มน้ำสามารถรักษาไข้หวัดได้ แต่เราก็ควรที่จะดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ

 

12. สร้างเสริมสมองให้ทำงานดีขึ้น

          การ ศึกษาในเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ พบว่านักศึกษาที่นำน้ำเข้าไปดื่มด้วยในห้องสอบ จะทำข้อสอบได้คะแนนดีกว่า นั่นก็เป็นเพราะว่า น้ำจะช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง ส่งผลต่อการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะในเรื่องของความจำ หรือการคิดประมวลผลต่าง ๆ

 
13. ช่วยปรับสมดุลของอุณหภูมิในร่างกายขณะที่ออกกำลังกาย

          การออกกำลังกายทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น และการดื่มน้ำในขณะที่ออกกำลังกายจะช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงได้ และช่วยทดแทนของเหลวในร่างกายที่เสียไปจากการขับเหงื่อ แต่ก็ควรจะดื่มน้ำอย่างเหมาะสม โดยค่อย ๆ จิบน้ำหลังจากออกกำลังกาย ไม่ควรดื่มรวดเดียวเพราะอาจจะทำให้เกิดอาการจุกและเป็นอันตรายได้

 

14. ลดอาการแฮงค์

          การดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และทำให้เกิดอาการแฮงค์ การดื่มน้ำหนึ่งแก้วหลังจากที่คุณจิบแอลกอฮอล์ จะช่วยลดภาวะขาดน้ำได้อีกทางหนึ่ง แถมยังช่วยให้อาการแฮงค์หลังจากดื่มแอลกอฮอล์ลดลงอีกด้วย

 

15. ประหยัดเงิน

          ใช่เลย ! น้ำดื่มเป็นเครื่องดื่มที่ถูกที่สุด หรือบางทีก็ฟรีเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องเสียเงินมากมายเพื่อซื้อเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ก็สามารถสดชื่นได้ด้วยน้ำดื่มเพียงแก้วเดียวค่ะ ยิ่งถ้าเป็นน้ำดื่มเย็น ๆ ด้วยละก็ โอ๊ย ลืมไปได้เลยล่ะว่าเคยดื่มน้ำอัดลมหรือกาแฟเย็นพวกนั้น

 

          เห็นข้อดีเจ๋ง ๆ ของการดื่มน้ำแล้ว ก็หันกลับมาดื่มน้ำเปล่ากันดีกว่า ไม่ต้องเสียเงินแถมยังดีต่อสุขภาพแบบนี้ ยิ่งถ้าหากทำร่วมกับการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย และหมั่นออกกำลังกายด้วยละก็ สุขภาพดี ๆ ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ


แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view117507.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/546976317214053208/

Tuesday, April 14, 2015

6 เคล็ดลับเติมความสดชื่นในวันร้อน ๆ




          วันร้อน ๆ อย่างนี้ เรามีเทคนิคดี ๆ มาช่วยเติมความสดชื่นกันด้วยล่ะ

         
1. มีผลวิจัยยืนยันว่า การมองไปที่สีเขียวจะช่วยทำให้คนเรารู้สึกสดชื่น ลองหาต้นไม้เขียว ๆ มาวางบนโต๊ะทำงาน หรือแทนที่เสื้อผ้าสีดำในตู้ด้วยสีสดใสอย่างสีเขียวดูบ้าง รับรองว่า เวลามองตัวเองในกระจกจะรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกเยอะเลย

         
2. ลองเปลี่ยนจากน้ำหอมโปรด กลิ่นฉุนที่ใช้เป็นประจำ มาเป็นกลิ่นอ่อน ๆ ที่หอมสดชื่นจำพวกผลไม้ตระกูลซิตรัส ซึ่งเข้ากับอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทยดูบ้าง นอกจากจะได้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนอยู่ในสวนแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้คนข้าง ๆ คุณได้แปลกใจอีกด้วย

         
3. เวลาเหงื่อออก ร่างกายจะขาดความชุ่มชื่นเนื่องจากสูญเสียน้ำ ถึงจะรู้สึกว่าผิวเปียกเวลาเหงื่อออก แต่ความจริงแล้วผิวกำลังขาดความชุ่มชื่น เติมความชุ่มชื่นกลับคืนให้ผิวด้วยการทาโลชั่น โดยเลือกโลชั่นที่เป็นอาหารผิวจากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิวให้สดชื่น มีสุขภาพดี อย่างเช่น แตงกวาและว่านหางจระเข้
 
         
4. เติมความสดชื่นให้ร่างกายด้วยการดื่มน้ำว่าหางจระเข้ปั่นเย็น ๆ แทนการดื่มน้ำอัดลมซ่า ๆ เพราะว่านหางจระเข้สามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้า เพราะขาดการพักผ่อน นอกจากนั้นยังเป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ของผิวอีกด้วย

          5. แตงกวาผลเล็ก ๆ อุดมไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น รวมถึงใยอาหารและแร่ธาตุที่มีประโยชน์อย่างซิลิกา โพแทสเซียม และแมกนีเซียม นอกจากนั้นแตงกวายังมีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 50% ลองเปลี่ยนจากการนำแตงกวามาแปะผิวแล้วโยนทิ้ง เป็นการรับประทานแบบสด ๆ แทน เพราะนอกจากจะช่วยให้สดชื่นแล้ว ยังทำให้ผิวสวยชุ่มชื่น เปล่งประกายสุขภาพดีจากภายใน
 
         
6. ไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ ก็มักจะนึกถึงไอศกรีมในวันร้อน ๆ มองข้ามไอศกรีมเนื้อแน่น ที่อุดมไปด้วยไขมันจากทั้งนมและครีมที่คุณโปรดปราน แล้วหันมาลองไอศกรีมแบบซอร์เบทที่ให้ความสดชื่นสุด ๆ อย่างรสแพชชั่นฟรุต มะนาว หรือราสเบอร์รี่ นอกจากจะสดชื่นแล้วรับรองว่าไม่อ้วน เพราะแคลอรี่อยู่ที่ 0%

  
แหล่งที่มา  Health Plus, http://health.kapook.com/view12091.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/tree-stump-centerpiece/

Friday, April 10, 2015

นี่คือสิ่งที่คนมีความสุขจะทำ ใน 5 นาทีแรกของวันตั้งแต่ตื่นนอน




         วัดระดับความสุขของคุณได้ง่าย ๆ จากกิจกรรม 8 อย่างนี้ที่คุณน่าจะทำภายใน 5 นาทีแรกนับจากตื่นนอน

          ความสุขอยู่หนใด ใคร ๆ ก็อยากรู้ แล้วคุณล่ะคิดว่าทุกวันนี้ตัวเองมีความสุขอยู่ในระดับไหน เอาเป็นว่าเช็คง่าย ๆ จาก 8 กิจกรรมที่ Bustle บอกว่า ถ้าคุณเป็นคนที่มีความสุข คุณจะทำสิ่งเหล่านี้ใน 5 นาทีแรกนับจากตื่นนอน


นาฬิกาปลุกไม่เห็นจำเป็นกับชีวิต ฉันตื่นเองได้สบายมาก

          หากคุณจำเป็นต้องตื่นเพราะนาฬิกาปลุกทุกเช้า บอกเลยว่ายังไงคุณก็คงไม่ใช่คนที่มีความสุขอย่างแน่นอน เนื่องจากผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า การเลื่อนนาฬิกาปลุกเพื่อนอนต่ออีกนิดจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกเพลี­ยหนักกว่าเดิม เพราะว่าสภาวะหลังจากถูกปลุกด้วยเสียงนาฬิกาแล้ว ร่างกายจะถูกทำให้ตื่นเองโดยธรรมชาติ ดังนั้นที่คิดว่าได้หลับต่ออย่างสบายนั้น แท้จริงแล้วเป็นสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น คล้าย ๆ ภาวะอดนอนที่นำคุณสู่โรคนอนหลับไม่สนิทในเวลาต่อมา ทว่าหากคุณสามารถตื่นเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเสียงนาฬิกาปลุก ก็เท่ากับได้หนีห่างจากภาวะสุขภาพการนอนหลับที่ไม่เต็มร้อยอย่า­งนี้ แถมยังส่งเสริมให้ร่างกายรู้สึกคึกคักขึ้นด้วยนะ

 
ชมตัวเองตั้งแต่เช้า ว้าว ! ฉันนี่สุดยอดแล้วในปฐพี

          เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการให้กำลังใจตัวเอง ไม่ว่าจะชื่นชมตัวเองหรือแม้แต่ได้รู้เห็นสิ่งที่สร้างสรรค์ วันนั้นทั้งวันก็จะเป็นวันดี ๆ รู้สึกปลอดโปร่งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
อย่างนี้แล้วใค­รจะหุบยิ้มไหวกันล่ะ

เติมความสดชื่นด้วยการอาบน้ำ อั๊ยยะ ! ตัวหอมฟุ้งมาก ๆ อ่ะ

          ในทางจิตวิทยาการอาบน้ำถือเป็นวิธีทำสมาธิที่ดีอย่างหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คุณรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย แถมเผลอ ๆ การอยู่ลำพังในห้องน้ำอาจช่วยให้คุณเผลอคิดถึงความสุขเก่า ๆ ขึ้นมาบ้างก็ได้ อย่างนี้ก็ไม่ต้องเดาเลยว่า การอาบน้ำจะเพิ่มความสุขให้คุณได้ยังไง


เช้านี้ขอเหอะ ไม่จับสมาร์ทโฟนเลยได้ป่ะ

          ถ้าต้องตื่นขึ้นมาเพื่อเจออีเมลเจ้านาย หรือเห็นโพสต์ประจานกันผ่านโซเซียล ชีวิตคงน่าสงสารน่าดู ดังนั้นคนมีความสุขทั้งหลายจึงขอเลยเถอะ อยู่ห่างจากสมาร์ทโฟนสักแป๊ปนะ


เช็คหน่อยซิ วันนี้มีอะไรที่ต้องทำบ้าง

          ตารางชีวิตในแต่ละวันควรต้องรู้ว่ามีอะไรให้ทำบ้าง ไม่อย่างนั้นอาจหัวหมุนกับความวุ่นวายรอบตัว ความสุขกายสบายใจก็คงปลิวหายไปกับสายลมอย่างช่วยไม่ได้


ออกแรงแต่เช้า ก็อยากโชว์ความฟิตเฟิร์มนี่นา

          การออกกำลังกายแต่เช้าตรู่ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเพียงอย่­างเดียวหรอกนะ คนที่แฮปปี้กับชีวิตเท่านั้นแหละถึงจะรู้ว่า การลุกแต่เช้าเพื่อมาออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย รวมทั้งปลุกความสดชื่นเต็มร้อย

 
อาหารเช้านี่ขาดไม่ได้จริง ๆ ก็เขาไม่อยากสมองเสื่อมนะ

          ใครก็รู้ว่าอาหารเช้ามีประโยชน์มากแค่ไหน อย่างแรกก็ป้องกันโรคกระเพาะ โรคอัลไซเมอร์ ที่สำคัญยังช่วยการทำงานของระบบสมองอีกต่างหาก

 
นัวเนียคนรักก่อนตื่น โอ้ว ! เพิ่มความสุขได้ในระดับสิบ

          สุขใดจะเท่าได้อยู่ใกล้ ๆ คนที่เรารัก ตื่นมาปั๊ปก็มุ้งมิ้งกันสองต่อสอง ได้ทั้งกระชับความรักความสัมพันธ์ กระตุ้นการเต้นของหัวใจ กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคหวัดและอาการไข้ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคอัมพาต แถมในขณะที่นัวเนียกันไม่ห่าง ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขมาบำรุงผิวพรรณ ผม และเล็บให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

          คนเรามักจะถามหานิยามของความสุขในชีวิตด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ทั้งที่จริงแล้วแค่ไม่รู้สึกทุกข์ก็เท่ากับมีความสุขมากมายแล้ว­จริงไหม ?


แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view116743.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต