Thursday, September 7, 2017

10 วิธีเลี้ยงลูกแบบคุณแม่ใจร้าย เพื่ออนาคตของเจ้าตัวเล็ก




         มาสวมบทบาทเป็นคุณแม่ใจร้าย ด้วย 10 วิธีเลี้ยงลูก เพื่อปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับเจ้าตัวเล็กกันเถอะค่ะ

          สำหรับคุณพ่อคุณแม่ โจทย์ที่ยากที่สุดในชีวิตก็คงจะหนีไม่พ้นการเลี้ยงลูกถูกไหมคะ เพราะพ่อแม่ทุกคนนั้นก็หวังจะให้ลูกเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสั่งสอน เพื่อที่ในอนาคตเขาจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า แต่ละครอบครัวก็มีวิธีการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกันไป ทว่าการเลี้ยงลูกที่ดีนั้นไม่ใช่แค่จะตามใจพวกเด็ก ๆ ไปเสียหมด ต้องหัดดุหรือใจร้ายกับพวกเขาเสียบ้าง เพื่อสร้างนิสัยที่ดีให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมได้นำ 10 วิธีเลี้ยงลูกแบบคุณแม่ใจร้ายมาฝากกันแล้วค่ะ ถึงแม้จะต้องเห็นหนู ๆ ร้องไห้งอแง คุณแม่ก็ต้องอดทนนะคะ เพื่อฝึกให้เด็ก ๆ ได้รู้จักความอดทน และมีระเบียบวินัย สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้ค่ะ

1. ส่งเด็ก ๆ เข้านอนตรงเวลา

          การนอนหลับพักผ่อนเป็นช่วงเวลาที่ลูกน้อยจะเจริญเติบโต เพราะโกรทฮอร์โมนจะหลั่งในเวลากลางคืน คุณแม่ไม่ควรให้เด็ก ๆ เข้านอนดึก เพราะนอกจากร่างกายไม่ได้หลั่งโกรทฮอร์โมนอย่างเต็มที่ แต่ยังจะสร้างนิสัยนอนดึกจนเคยตัวและไม่อยากตื่นนอนในเวลาเช้า ลามไปถึงไม่อยากตื่นไปโรงเรียนด้วยล่ะค่ะ

2.  เด็ก ๆ ไม่ควรทานขนมหวานทุกวัน

          แน่นอนว่าเด็ก ๆ ชอบของหวาน แต่คุณแม่ควรจะให้พวกเขาทานเฉพาะตอนที่มีโอกาสพิเศษเท่านั้น เพราะนอกจากปัญหาเรื่องฟันผุแล้ว เด็ก ๆ อาจจะกินเยอะจนเคยตัว จนอาจเป็นโรคเบาหวานได้นะคะ

3. สอนให้หนู ๆ เก็บเงินซื้อของ

          เวลาไปห้างสรรพสินค้ากับเจ้าตัวน้อยแล้วเดินผ่านมุมของเล่น แน่นอนว่าเด็ก ๆ จะต้องงอแงอยากได้ตุ๊กตา รถบังคับ หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งคุณแม่จะต้องสวมบทคุณแม่ใจร้ายไว้ ห้ามใจอ่อนซื้อให้โดยเด็ดขาด โดยการบอกพวกเขาไปว่าถ้าอยากได้ก็ต้องเก็บเงินค่าขนมวันละเล็กวันละน้อย เพื่อให้พวกเขารู้คุณค่าของเงินนั่นเองค่ะ

4. หัดให้เจ้าตัวเล็กช่วยเหลือตนเอง

          เมื่อเด็ก ๆ เริ่มโตพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คุณแม่ควรให้เจ้าตัวเล็กช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวัน อย่างเช่น อาบน้ำ ทานข้าว หรือแปรงฟัน เพราะเป็นการฝึกความคิด การตัดสินใจ อีกทั้งเด็กยังจะรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อพวกเขาทำสำเร็จด้วยค่ะ

5. ลองให้หนูน้อยรู้สึกสูญเสียบ้าง

          หากเจ้าตัวเล็กทำของเล่นพัง คุณแม่ไม่ควรซื้อชิ้นใหม่มาแทนที่โดนทันทีนะคะ ให้หนูน้อยรู้สึกสูญเสียของสิ่งที่พังไปและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ ไม่อย่างนั้นเด็ก ๆ ก็จะไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งของต่าง ๆ เล่นทิ้งเล่นขว้าง และอาจกลายเป็นเด็กที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวได้ค่ะ

6. ฝึกให้เด็ก ๆ พูด "ขอโทษครับ/ค่ะ" "ขอบคุณครับ/ค่ะ"

          เมื่อเด็ก ๆ ผิด สิ่งแรกที่ต้องทำนั่นก็คือการพูดขอโทษนั่นเอง รวมไปถึงเวลาได้ของจากผู้ใหญ่ ก็ควรให้เด็ก ๆ พูดขอบคุณด้วย เป็นมารยาทพื้นฐานในสังคม คุณแม่ควรฝึกหนู ๆ ให้พูดจนชินปากตั้งแต่ยังเล็ก รับรองเลยว่าลูกน้อยของคุณใครเห็นก็ต้องชมว่าน่ารักแน่ ๆ เลยล่ะค่ะ

7. อย่าให้ลูกติดสมาร์ทโฟน

          สังเกตไหมว่าเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ วัยประถมก็มีสมาร์ทโฟนใช้กันแล้ว ซึ่งมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คุณแม่ควรจับตาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอันตรายจากโซเชียลมีเดียนั้นมีมากทีเดียว อีกทั้งหากจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนมากเกินไปอาจทำให้จอประสาทตาของลูก ๆ เสียได้นะคะ

8. สอนให้ลูกคิดเป็นเหตุเป็นผล

          การสอนให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์จะช่วยส่งเสริมพัฒนาด้านไอคิวและอีคิว โดยการคิดเป็นเหตุเป็นผลนั้นอาจจะไม่ต้องถึงกับวิชาการมากนัก แค่เรื่องในชีวิตประจำวันคุณแม่ก็สามารถตั้งคำถามให้ลูกน้อยกลับไปคิดเองได้ เช่น เจ้าตัวเล็กอยากได้ของเล่นแพง ๆ คุณแม่ก็ควรถามว่าทำไมถึงต้องซื้อของแพง หรือถามว่าทำไมต้องได้ของเล่นชิ้นใหม่ ในเมื่อชิ้นเก่าก็ยังเล่นได้อยู่

9. ต้องเด็ดเดี่ยว ไม่ใจอ่อน

          ถึงแม้ว่าจะพยายามใจร้ายกับลูก แต่เชื่อว่าคนเป็นแม่ยังไงก็ต้องแอบใจอ่อนอยู่ดี ซึ่งคุณแม่ก็มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวไว้นะคะ ไม่ว่าลูกจะอ้อนขออะไรก็ควรเสียงแข็งไว้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเด็ก ๆ จะเข้าใจได้ว่าแค่อ้อนคุณแม่ก็ใจอ่อนแล้ว

10. ตั้งเงื่อนไขกับเจ้าตัวน้อย

          บางทีการห้ามนู่นห้ามนี่กับเด็ก ๆ อาจทำให้พวกเขาเก็บกดและไม่กล้าที่จะแสดงออก ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นคุณแม่ใจร้ายมากเกินไปจนส่งผลเสียกับลูก ดังนั้นเวลาเจ้าตัวน้อยอยากได้หรืออยากทำอะไรคุณแม่ควรตั้งเงื่อนไข เพื่อฝึกวินัยให้พวกเขา เช่น ก่อนจะดูทีวีต้องดื่มนมให้หมดก่อน เป็นต้น

          ทั้งนี้การเลี้ยงลูกไม่ว่าจะสวมบทบาทเป็นคุณแม่ใจดีหรือใจร้าย ก็ควรให้ความรักความอบอุ่นและสร้างความปลอดภัยให้กับตัวลูก ๆ อีกทั้งการสอนลูกที่ดีที่สุดคือพฤติกรรมตัวอย่างจากพ่อแม่นี่แหละค่ะ เพราะเด็ก ๆ จะเรียนรู้โดยอัตโนมัติ เป็นการสอนที่ได้ผลดีที่สุดเลยล่ะค่ะ

ข้อมูลจาก : familyshare.com, imom.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/cute-babies/

Friday, August 25, 2017

ฝึกลูกกินผัก ด้วย 5 เทคนิคสอนลูกให้ชอบกินผักได้ง่ายขึ้น




         เทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ฝึกเจ้าตัวน้อยให้ชอบทานผักได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้...

          ผัก เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว เพราะนอกจากจะให้สารอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนทั้งวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีส่วนสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ยังมีคุณสมบัติในการป้องกันโรคได้อีกด้วย แต่ทว่าหลาย ๆ ครอบครัวก็ประสบปัญหาลูก ๆ ไม่ชอบกินผัก ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพร่างกายและระบบขับถ่ายของลูก ๆ ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกลุ้มใจว่าจะทำอย่างไรดีให้เจ้าตัวน้อยยอมทานผัก ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเทคนิคฝึกลูกกินผักแบบง่าย ๆ มาฝากกันแล้ว มาดูกันเลยค่ะว่ามีวิธีใดบ้าง

1. ฝึกให้ลูกทานซุปผัก

          ในเด็กทารกที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป จะเป็นช่วงวัยที่เริ่มทานอาหารอ่อน ๆ นอกเหนือจากนมแม่ได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณแม่สามารถฝึกให้ลูกทานผักได้ตั้งแต่ตอนนี้ค่ะ เพราะหากเด็กได้ลองทานผักเป็นอาหารแรกเริ่มนอกจากนมแม่แล้ว เด็กก็จะไม่รู้สึกว่าผักมีรสประหลาด หรือมีกลิ่นเหม็น แต่กลับรู้สึกเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินกับการกินผัก ซึ่งผักที่เหมาะนำมาทำซุปผักให้ลูก ต้องเป็นผักที่มีรสหวาน มีสีสัน เช่น แดง ส้ม ชมพู เหลือง และเขียว มีเสี้ยนผักน้อย และไม่มีกลิ่นฉุน เช่น บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ แครอท แตงกวา ฟักทอง ผักบุ้ง ผักกาดขาว ใบตำลึง เป็นต้น

2. ปรุงอาหารให้ถูกใจลูกน้อย

          รสชาติก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยชอบทานผักได้ โดยทำเป็นรสอาหารที่ลูกชื่นชอบ รวมไปถึงทำเมนูอาหารให้ดูแปลกตาและหลากหลาย เช่น ซอยผักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับอาหาร เช่น ผัดใส่ข้าว ใส่ไข่เจียว ผสมกับหมูบดทอด เอาผักชุบแป้งทอดจิ้มกับซอสมะเขือเทศ ก็จะช่วยให้ลูกทานผักได้ง่ายขึ้น หากลูกคุ้นชินกับการทานผักแล้ว คุณแม่ก็ลองเปลี่ยนเมนูเป็นผักสด ผักต้ม หรือผักบด แล้วแต่ความต้องการ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงเรื่องคุณค่าโภชนาการที่มีในผักนั้น ๆ เพื่อที่ลูกจะได้ไม่รับสารอาหารบางอย่างในผักชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินความจำเป็นค่ะ

3. ตกแต่งจานผักให้น่าทาน

          นอกจากรสชาติแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกน้อยรู้สึกอยากทานผักมากขึ้น นั่นก็คือ การตกแต่งจานอาหารนั่นเองค่ะ เด็ก ๆ หลายคนคงรู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก ถ้าในจานอาหารของเขามีแต่ผักเขียว ๆ เต็มไปหมด ทางที่ดีคุณแม่ควรจัดเมนูผักให้มีหลากสีสัน น่ารับประทาน โดยคุณแม่อาจหั่นผักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดลูกเต๋า หรือตกแต่งผักในจานให้เป็นรูปการ์ตูนหรือสัตว์น่ารัก ๆ ให้เขารู้สึกเพลิดเพลินและเกิดความสนใจในการทานผักได้ นอกจากนี้จานชาม ช้อนส้อมลายน่ารัก ๆ ก็ช่วยให้ลูกทานผักและทานอาหารได้ดีเช่นกันค่ะ

4. เปลี่ยนการบังคับเป็นการชวน

          การบังคับให้ลูกกินผัก นอกจากลูกจะไม่ยอมกินผักแล้ว อาจเกิดการต่อต้าน ฝังใจ และไม่ชอบทานผักไปในที่สุด ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนจากการบังคับมาเป็นการชักชวน หรือการเล่น ถึงในครั้งแรกลูกจะทานผักได้น้อย แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วค่ะ นอกจากนี้คุณพ่อคุณพ่อแม่ก็ควรทานผักให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง พร้อมบอกประโยชน์ของผักและชักชวนให้เด็ก ๆ กินผักด้วยกัน เขาก็จะค่อย ๆ ซึมซับว่าผักมีประโยชน์อย่างไร พร้อมเปิดใจที่จะกินผักตามได้ไม่ยาก และรู้สึกสนใจที่จะกินผักนั้น ๆ ตามคุณพ่อคุณแม่

5. ฝึกให้ลูกมีส่วนช่วยทำกับข้าว

          หากคุณพ่อคุณแม่กำลังจะเข้าครัวทำเมนูผักให้ลูกน้อยได้ทานละก็ ลองชวนลูกมาทำกับข้าวด้วยกันดูสิคะ โดยอาจให้เขาช่วยล้างผัก หรือสอนเขาหั่นผักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ลูกมีส่วนร่วมในการใส่ผักลงหม้อหรือกระทะเอง เมื่อถึงเวลาทานข้าว ลูกก็จะรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นคนทำอาหาร และเกิดอยากชิมฝีมือที่ตัวเองทำ โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยให้กำลังใจและให้คำชื่นชมเขาอยู่เสมอ เช่น ลูกเก่งมากที่ช่วยทำอาหาร แล้วให้ลองชิมเมนูผักที่เป็นฝีมือของลูกด้วยกัน ก็จะช่วยให้เด็กอยากลองกินผักในอาหารที่เขาได้ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำนั่นเองค่ะ

          การฝึกให้ลูกชอบกินผักอาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่ความจริงแล้วไม่ยากอย่างที่คิดเลยนะคะ แค่ลองทำตามเทคนิค 5 ข้อ ที่เรานำมาฝากในวันนี้ดู ดีไม่ดีจากเด็กน้อยที่ไม่ชอบทานผัก อาจกลายเป็นเด็กที่ชอบทานผักมาก ๆ เลยก็เป็นได้ค่ะ รู้อย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่มาเริ่มฝึกลูกน้อยกินผักตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีของเขากันนะคะ ^_^

ข้อมูลจาก : aol.com, parents.com, wikihow.com

Thursday, August 10, 2017

น่ารักน่าเอ็นดู ! แฟชั่นเบบี๋ตัวน้อย ในชุดเจ้าหญิงดิสนีย์แสนน่ารัก



เจ้าหญิงตัวน้อยทั้ง 6

 

         แฟชั่นภาพถ่ายทารกในชุดเจ้าหญิงดิสนีย์สุดน่ารักน่าเอ็นดู เห็นแล้วอยากจับเจ้าตัวน้อยมาแต่งตัวทันที...


          ความสุขอย่างหนึ่งของคนเป็นพ่อเป็นแม่นอกจากจะได้คอยเลี้ยงดูเอาใจใส่ลูกน้อยอย่างเต็มที่แล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขาชอบทำเพื่อเป็นการเก็บบันทึกภาพความทรงจำดี ๆ ในช่วงวัยเด็กของลูก ก็คือการถ่ายภาพนั่นเอง ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่คนไหนก็อยากจะบันทึกภาพของลูกน้อยในอิริยาบถต่าง ๆ รวมไปถึงพยายามเสาะหาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแบบน่ารัก ๆ มาให้ลูกน้อยได้ใส่ถ่ายแฟชั่นประชันความแบ๊วกัน

          เช่นเดียวกับสาว คาเรน มารี (Karen Marie) ช่างภาพแม่และเด็กจากแคลิฟอร์เนีย ที่นำเอาความรักความชอบในตัวเจ้าหญิงดิสนีย์มาถ่ายทอดเป็นภาพความน่ารักและความไร้เดียงสาของหนูน้อยทั้ง 6 ในธีมเจ้าหญิงดิสนีย์ได้อย่างน่าเอ็นดู ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ เจ้าหญิงนิทรา เจ้าหญิงเบลล์ เจ้าหญิงจัสมิน เจ้าหญิงแอเรียล และเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า ก็ออกมาน่ารักน่าชังสุด ๆ ถ้าอยากรู้ว่าหนูน้อยในชุดเจ้าหญิงดิสนีย์จะน่ารักขนาดไหน มาชมรูปเด็กน่ารัก ๆ ที่กระปุกดอทคอมเอามาฝากกันเลยดีกว่าค่ะ ^_^

เจ้าหญิงซินเดอเรลล่าสุดน่ารัก










เจ้าหญิงเบลล์ แสนละมุนอ่อนหวาน










เจ้าหญิงสโนว์ไวท์กับฝูงสัตว์ตัวน้อย








เจ้าหญิงนิทราตัวน้อยกำลังฝันหวาน
 









เจ้าหญิงแอเรียล เงือกน้อยไร้เดียงสา










เจ้าหญิงจัสมินบนพรมวิเศษ









ภาพจาก :  Instagram bellybeautifulportraits
ข้อมูลจาก :  huffingtonpost.com, goodhousekeeping.com
https://baby.kapook.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81-176487.html

Saturday, January 28, 2017

12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น




        ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่หัดให้ลูกทำอะไรเองบ้าง เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ตาม แต่ถ้าเราหัดให้ลูกกินเอง เก็บของเล่นเอง แปรงฟัน อาบน้ำ ขี่จักรยานด้วยความสามารถของเขาเอง แม้จะล้มบ้าง เลอะเทอะบ้าง แต่อย่างน้อยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ จะก่อเกิดขึ้น และเจ้าความรู้สึกแบบว่านี่ล่ะ จะกลายเป็นความรู้สึกนับถือตัวเอง และมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem) ในท้ายที่สุด


           Self-Esteem ที่ว่านี้ เราเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่เป็นเด็กแบเบาะ สังเกตง่าย ๆ ว่า เจ้าตัวน้อยกำลังคืบคลานกระดืบๆ อยู่กับพื้น ถ้าเราลองเอาของเล่นไปวางไว้ข้างหน้า เขาจะรีบคลานๆๆๆ จนกว่าจะคว้าสิ่งของนั้นไว้ได้ และเมื่อเขาคว้าได้ ตาเขาจะเป็นประกายแห่งชัยชนะที่เปื้อนสุข และความรู้สึกนั้นแหละที่เขาเรียกว่า การนับถือตัวเองที่สามารถทำได้ และเมื่อลูกได้หัดได้ลองทำอะไรตามกำลังความสามารถของตัวเองอยู่บ่อย ๆ ต่อไปเขาจะเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น จนเรียกว่าเป็นคนที่นับถือในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง สะสมมากเข้า ๆ อีกหน่อยก็กลายเป็นหนุ่มสาวมั่นยุคใหม่ไปในทันที

มาดูว่า 12 วิธีสร้างลูกให้เป็นหนุ่มสาวมั่น

เด็กวัย 1-2 ขวบ

           เด็กวัยนี้ก็เหมือนเด็กทารก ที่ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่จากเรามากมาย ถ้าจะสร้าง Self-Esteem ให้ เราต้องเริ่มต้นให้ลูกรู้ก่อนว่า เรารักเขามากแค่ไหน และเขามีคุณค่าในตัวเองแค่ไหน เมื่อเขารู้สึกเป็นที่รักแล้ว ความรู้สึกภูมิใจ อบอุ่นใจจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กนับถือตัวเอง และมั่นใจเกินร้อย

          1.ใช้เวลาด้วยกัน แค่มีเวลากับลูก นั่งๆ นอนๆ ด้วยกัน นั่งกอดกันบนโซฟา ลูบผมลูกขณะนั่งรถไปด้วยกัน กิจกรรมแบบสบายๆ อย่างนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง และมั่นคงในจิตใจได้แล้ว พอเขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก็จะมีความเชื่อมั่นที่จะออกไปเรียนรู้โลก เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองต่อไป

          2.อ่านนิทานให้ลูกฟัง การอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน จะช่วยให้ลูกมีไอเดียบรรเจิด หนำซ้ำยังรู้สึกถึงความรัก ที่ส่งผ่านจากเสียงที่ตั้งอกตั้งใจเล่าให้ฟังด้วย

          3. เป็นนายตัวเอง ลองให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น วันนี้อยากกินอะไร เมื่อลูกบอกความต้องการมาแล้ว ก็ต้องเคารพความคิดเห็นเขาด้วย

           ต่อไปลองเสนอทางเลือกให้ลูกเลือก เช่น หมั่นถามลูกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เช่น จะอาบน้ำก่อน หรือกินข้าวก่อน หรือจะดูการ์ตูนก่อน หรือออกกำลังกายก่อน แค่ลองให้ลูกคิด ต่อไปลูกจะเริ่มมั่นใจในความคิด และนับถือความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหลุดจากวินัยที่คุณวางไว้ แค่ใช้ให้เหมาะกับเวลา และตัวเลือกนั้นให้อยู่ในกิจกรรม หรือตารางประจำวันของลูกเท่านั้นเอง

          4. มอบหมายงานเล็ก ๆ ให้ เมื่อ ลูกทำได้สำเร็จ ก็ภูมิใจในความสามารถตัวเอง แล้วพอโตขึ้นงานใหญ่ ๆ แค่ไหนก็ไม่หวั่น..อย่างกินข้าวด้วยตัวเอง จับช้อน หยิบส้อมแม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ลูกจะปลื้มกับสิ่งที่ทำได้ จากนั้นลองฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองอย่างใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือหยิบของเล็กๆ น้อย ๆ ให้เรา งานเล็ก ๆ แบบนี้ล่ะสร้างความมั่นใจ และนับถือตัวเองได้มากทีเดียว

เด็กวัย 2-3 ขวบ

           วัย นี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวของตัวเองสูงแล้ว ดังนั้นจะต้องทำตัวแบบว่า...แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม กิจกรรมที่เราสามารถสร้าง Self-Esteem ให้ลูกวัยนี้ได้คือ

          5. กินไปเม้าท์ไป การ คุยกับลูกตอนเย็น ๆ อย่างเวลากินข้าว ช่วยให้เรารู้ความเป็นไปของเขาในวันนั้น อย่างสมมติวันนี้ลูกอารมณ์บ่จอยจากเพื่อน ๆ มา เราก็แค่แนะ ๆ ว่า "อือม์...ลูกจ๋าวันนี้หน้าบึ้งจัง เป็นอะไรเหรอ?" แค่ประโยคเอาใจใส่แบบนี้เองที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และรู้สึกเป็นที่รัก

          6. นักแสดงตัวน้อย เมื่อลูกเกิดอยากแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง หรืออยากเต้นระบำขึ้นมา โอกาสทองมาเยือนแล้วล่ะ เพราะเราสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ และถามต่อไปด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง เช่น "ลูกจ๋า...แม่ว่าชุดเจ้าหญิงหนูสวยจัง หนูว่าไงจ๊ะ" หรือ "โอ้โห้...เต้นเก่งอย่างนี้ หนูว่าเพื่อน ๆ จะชมหนูเหมือนแม่ชมไหมเนี่ย" แค่เพียงคำถามกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมั่นได้แล้ว

          7. อัลบั้มรูปเตือนใจ นำอัลบั้มรูปสมัยลูกยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาดูด้วยกัน เพื่อให้ลูกรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเพื่อให้ลูกรู้ว่า ลูกมีความหมายกับเรามากแค่ไหน เราถึงต้องเก็บรูปลูกอยู่อย่างต่อเนื่อง

          8. เกมแห่งความประทับใจ เกมนี้สนุกอย่าบอกใคร แค่ถามลูกว่า เขาชอบไปเที่ยวที่ไหนกับพ่อแม่มากที่สุด หรือวันเกิดที่ผ่านมาเขาชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด แค่นี้เองก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกดี ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกดี ๆ กับตัวเองด้วย

          9. วันนี้วันดี อีกหนึ่งเกมที่สนุกไม่แพ้กัน แค่เธอเซ็ตวันใดวันหนึ่งของอาทิตย์ให้เป็น "วันดีเดย์" คือวันแห่งความดี โดยให้ลูกฟังแต่เรื่องดี ๆ จากเราว่า วันนี้ลูกทำอะไรน่ารัก ๆ ให้เราบ้าง อย่าง "วันนี้หนูน่ารักมากจ้ะที่ช่วยแม่หยิบช้อน ส้อมมาวางบนโต๊ะ" หรือ "แม่ภูมิใจที่ลูกไม่งอแงเลยในวันนี้" แค่ประโยคหวานหูแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ และรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว

          10. เล่นซ่อนหา เอาของขวัญวันเกิด หรือของขวัญปีใหม่หรือของขวัญตอบแทนที่ลูกทำดีไปซ่อนไว้ ให้ลูกควานหาอย่างสนุกสนาน พอเจอของขวัญชิ้นพิเศษนั้น ๆ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่รู้สิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นดีแค่ไหน และมีคุณค่าต่อเราและต่อตัวเองแค่ไหน

          11. ให้ลูกช่วยงานบ้าน เช่น ช่วยกรอกน้ำใส่ขวด หรือล้างช้อนส้อม หยิบผัก หยิบไข่ เช็ด ๆ ถู ๆ โต๊ะกินข้าว งานแบบนี้ล่ะจะช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่า เรื่องแค่นี้ลูกทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย..

          12. ทำกิจกรรมหลากหลาย เด็กวัยนี้ความสนใจยังไม่ชัดเท่าไร แต่ถ้าให้ลูกได้เล่นกิจกรรมหลากหลาย นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้ว่าชอบอะไร เหมาะกับอะไร และถนัดทำอะไรแล้ว กิจกรรมนั้น ๆ ยังสอนให้ลูกรู้ด้วยว่า คนเรามีทางเลือกมากมายให้กับชีวิต เมื่อลองทำกิจกรรมนี้แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล แต่อย่างน้อยยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกที่ดาหน้าให้ลูกประลองฝีมือ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกลองไปเลย...ไม่ว่าจะเล่นต่อไม้บล็อก จิ๊กซอว์ ปั้นแป้งโดว์ วาดรูป ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ฯลฯ ทุกกิจกรรม ช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

โดย: คุณนายไฮโซ
แหล่งที่มา  รักลูก, http://baby.kapook.com/view23828.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/104708760057354445/