Sunday, August 30, 2015

10 อาหาร ตัวการทำท้องเสีย !





        อาการท้องเสียเป็นอะไรที่ทรมานมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ ยิ่งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกจะเข้าห้องน้ำด้วยแล้ว ก็แทบจะกรีดร้องอย่างเสียสติกันเลยทีเดียว ดังนั้น ทุกครั้งที่จะรับประทานอาหาร เราก็จะเลือกอาหารที่ดูสะอาดสะอ้าน ปลอดภัยจากเชื้อโรคกันดีอยู่แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ขนาดเลือกกินอาหารที่สะอาดและปลอดภัยแล้ว ก็ยังไม่วายเกิดอาหารท้องเดินกันให้วุ่นอีก แต่จะเป็นไปได้ไหมว่า ที่เรามีปัญหาระบบทางเดินอาหารกันอยู่นี้ อาจจะเป็นเพราะอาหาร 10 อย่างต่อไปนี้ก็ได้

 
1. ของทอด

          ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าอาหารประเภททอดนี่ล่ะ ที่อาจจะเป็นสาเหตุให้เราท้องเสียได้ง่าย ๆ เพราะในกระบวนการทอด จะทำให้อาหารมีน้ำมัน ทั้งน้ำมันพืชที่ทอดและน้ำมันจากเนื้อสัตว์ที่ออกมา ยิ่งถ้าเป็นอาหารทอดที่มีออพชั่นเสริมอย่าง ชุบแป้งทอด ราดครีมซอส หรือทอดเนย ก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้นไปอีก เพราะทั้งแป้ง เกล็ดขนมปัง ครีมซอส และเนย ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบที่ผ่านการหมัก จึงอาจเป็นอันตรายต่อลำไส้ และทำให้เกิดท้องเสียได้ โดยเฉพาะกับอาหารที่ทอดไม่สุกดี ทางที่ดีเลือกกินอาหารประเภทอบ หรือย่างดีกว่า ไม่อ้วนด้วยจ้า
 

2. ผลไม้รสเปรี้ยว

          ในผลไม้รสเปรี้ยวจะมีไฟเบอร์สูง ซึ่งอาจทำให้ลำไส้บางคนเกิดการระคายเคืองจนท้องเสียได้ ดังนั้นหากมีอาการคลื่นไส้ ก็ไม่แนะนำให้กินผลไม้รสเปรี้ยวอย่าง ส้ม เกรปฟรุต หรือผลไม้รสเปรี้ยวชนิดอื่นนะคะ มันอาจจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ก็จริง แต่คุณจะได้วิ่งเข้าออกห้องน้ำเป็นว่าเล่นแทนนะจ๊ะ


3. สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล

          ซอบิทอล (sorbitol) หรือสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล มักจะพบมากในหมากฝรั่งชนิดไม่มีน้ำตาล น้ำอัดลมบางชนิด และขนมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลทุกชนิด ซึ่งสารตัวนี้นี่แหละที่เป็นตัวการทำให้เราท้องเสีย และเป็นตะคริว และถ้าร่างกายได้รับซอบิทอล (sorbitol) เกิน 50 กรัมต่อวัน ก็จะเป็นอันตรายต่อลำไส้ด้วย เพราะร่างกายเราไม่สามารถย่อยสารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้นั่นเอง
 

4. อาหารที่มีไฟเบอร์มาก

          สงสัยใช่ไหมล่ะว่าอาหารที่มีไฟเบอร์มากและมากประโยชน์อย่างผักผลไม้ ทำไมถึงกลายเป็นอาหารที่จะทำให้เรามีปัญหาระบบทางเดินอาหารไปได้ นั่นก็เพราะอาหารที่มีไฟเบอร์สูง แม้จะดีต่อระบบการย่อยอาหารก็จริง แต่หากกินเข้าไปในปริมาณมาก ๆ จะรบกวนการทำงานของลำไส้ ทำให้ลำไส้ปรับตัวไม่ทัน จึงเกิดเป็นแก๊สและทำให้ท้องอืดเฟ้อได้ในที่สุด
 

5. ถั่ว

          ในถั่วมีน้ำตาลที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ ดังนั้นหากกินเข้าไป ร่างกายก็จะพยายามย่อยน้ำตาลชนิดนี้ด้วยการหยุดหลั่งเอนไซม์ และให้แบคทีเรียในลำไส้ทำหน้าที่ย่อยแทน ก่อให้เกิดแก๊สในลำไส้ ทำให้รู้สึกจุกเสียด แน่นเฟ้อ และเป็นตะคริวได้ แต่ถ้าจะกินถั่ว ก็ควรแช่เมล็ดถั่วในน้ำสะอาดอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และเทน้ำทิ้งเพื่อล้างน้ำตาลชนิดที่ร่างกายย่อยไม่ได้นี้ออกไปก่อน


6. กะหล่ำ และผักตระกูลผักกาด

          ผักกะหล่ำ บรอกโคลี และผักในตระกูลผักกาดทุกชนิด ก็มีน้ำตาลชนิดที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้เองเช่นกัน และในฐานะที่เป็นผักและมีไฟเบอร์สูง กระบวนการย่อยน้ำตาลชนิดนี้ของร่างกายก็จะยิ่งปรวนแปรมากขึ้นไปอีก หากกินปริมาณมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ลำไส้ทำงานหนัก และเกิดอาการจุกเสียดแน่นเฟ้อได้
 

7. ฟรุกโตส

          ในบางคนที่มีปัญหาเรื่องการย่อยอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็อาจจะมีปัญหาในการย่อยฟรุกโตส (Fructose) ได้ และเสี่ยงที่จะเกิดอาหารท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น ปัญหาลำไส้อื่น ๆ และตะคริวได้ง่ายกว่าคนทั่วไป อาหารที่มีฟรุกโตสก็ได้แก่ น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ ลูกอม และขนมที่มีความหวานทุกชนิด
 

8. อาหารรสจัด

          บางคนเคยมีอาการอาหารไม่ย่อย และแสบร้อนกลางอกหลังจากรับประทานอาหารที่มีรสจัดมาก ๆ โดยเฉพาะหากทานเป็นอาหารมื้อใหญ่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายว่า อาหารรสจัดที่มีพริก พริกไทย เป็นส่วนประกอบ จะมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แคปไซซิน (capsaicin) รวมอยู่ด้วย และเจ้าสารชนิดนี้แหละ ที่เป็นสาเหตุของอาการแสบร้อนกลางอก และอาหารไม่ย่อย


9. ผลิตภัณฑ์จากนม

          สำหรับผู้ที่แพ้นมวัว หรือร่างกายไม่ย่อยนม หากกินนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมเข้าไปก็จะเกิดอาการท้องเสีย ท้องอืด แน่นเฟ้อ และมีปัญหาระบบย่อยอาหารอื่น ๆ เพราะเมื่อร่างกายไม่ยอมย่อยเลคโตสจากนม ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาบางอย่าง เพื่อที่จะพยายามย่อยเลคโตสให้ได้ จึงเป็นการฝืนกระบวนการของร่างกาย ทำให้ระบบการย่อยอาหารแปรปรวนนั่นเอง ดังนั้นหากรู้ตัวว่าแพ้นมวัว ก็พยายามเลี่ยงหรือลดอาหารเหล่านี้จะดีกว่า หรืออาจจะต้องทานอาหารเสริมที่มีเอนไซม์ร่วมด้วย เพื่อให้ช่วยย่อยเลคโตสนะคะ
 

10. สะระแหน่

          สะระเหน่ช่วยให้ท้องรู้สึกเย็นและสดชื่น แต่ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดกรดไหลย้อน และอาการแสบร้อนกลางอกได้ด้วยเช่นกัน รวมทั้งช็อกโกแลตและกาแฟด้วยนะคะ ดังนั้นหากไม่อยากทรมานเพราะอาการเหล่านี้ ก็พยายามกินในปริมาณที่พอเหมาะ หรือเลี่ยงไปทานอาหารอย่างอื่นดีกว่าจ้า
 

          อาหารบางอย่างก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราท้องเสีย หรือมีปัญหาระบบทางเดินอาหารเลยนะคะ แต่อย่างไรก็ตาม อาหารที่สร้างปัญหานี้ให้เรา แต่ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายในแง่อื่น เราก็ควรกินในปริมาณที่พอดี และหากเกิดอาการท้องเสีย ก็พยายามดื่มน้ำเยอะ ๆ โดยเฉพาะน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนเกลือแร่ที่ร่างกายได้สูญเสียไป นอกจากนี้เพื่อป้องกันอาการท้องเสีย แนะนำให้กินอาหารที่มีไฟเบอร์จากข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี และธัญพืช ที่ช่วยป้องกันอาการท้องเสียได้ด้วยค่ะ

Friday, August 28, 2015

สอนลูกให้ชอบกินผัก ด้วยวิธีง่าย ๆ




         เมื่อลูกไม่ยอมกินผักทำอย่าไรดี ? วันนี้กระปุกดอทคอมมีเคล็ดลับการฝึกลูกน้อยกินผักแบบค่อยเป็นค่อยไปมาแนะนำ คุณพ่อคุณแม่กันค่ะ เพราะการจะฝึกลูกน้อยกินผักคุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ๆ ด้วยค่ะ ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อแท้หรือกังวลใจไปค่ะ มาลองวิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้จากนิตยสาร บันทึกคุณแม่ กันดีกว่าค่ะ ^^

          การ ที่เด็ก ๆ ไม่ชอบกินผัก... มักทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกหนักใจ เพราะกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องพยายามสรรหาวิธีการมากมาย เพื่อจะทำให้ลูกกินผักให้ได้ เพราะต้องการให้ลูกรักมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

สาเหตุที่ลูกไม่ชอบกินผัก

         คุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีที่ไม่กินผัก... เด็ก ๆ มักจะซึมซับพฤติกรรมจากคนที่ใกล้ตัว หากคุณพ่อคุณแม่เป็นคนที่ไม่ชอบกินผัก หรือเป็นคนเลือกกินผักเป็นบางประเภท เด็ก ๆ ก็จะเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบในการไม่ชอบกินผัก หรือเลือกกินผักบางประเภทตามไปด้วย ดังนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกชอบทานผัก คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องกินผักให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง ไม่เขี่ยผักออกจากอาหารให้ลูกเห็น หรือถ้าง่ายกว่านั้น คือพยายามปรุงอาหารด้วยผักที่คุณพ่อคุณแม่กินได้บ่อย ๆ จะได้กินให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างได้ ลูกก็จะรู้สึกว่าผักที่คุณพ่อคุณแม่กินนั้นคงจะอร่อยแล้วก็อยากจะกินตาม

         คุณพ่อคุณแม่ตามใจลูกมากเกินไป... เด็กบางคนอาจจะรู้สึกไม่ประทับใจตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อได้กินผัก ทั้งในเรื่องของรูป รส และกลิ่น เช่น ไม่ชอบกลิ่นฉุนของกระเทียม หัวหอม หรือไม่ชอบรสขมของมะระ ซึ่งก็จะทำให้เด็กพาลไม่อยากกินผักไปตลอด โดยถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกไม่อยากกินก็ปล่อยปละละเลยตามใจลูก ก็จะทำให้เด็กเกิดความเคยชินว่าจะไม่แตะต้องผักจนติดเป็นนิสัยกลายเป็นคนไม่ กินผักไปเลยในที่สุด

         คุณพ่อคุณแม่บังคับลูกมากเกินไป... เรารู้กันอยู่แล้วว่าผักเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ จึงมีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่พยายามบังคับให้ลูกกินผักเยอะ ๆ โดยการทำอาหารแต่ละมื้อที่มีแต่ผักอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นผักบด ผักต้ม แกงจืดผัก ผัดผัก ทำให้จานอาหารในมื้อนั้น ๆ มีแต่สีเขียวเต็มโต๊ะไปหมด ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกเอียน หรือเบื่อหน่ายในการที่จะต้องกินผักไปเลยทีเดียว

วิธีฝึกให้ลูกชอบกินผัก

        
ปรุงอาหารให้ถูกปากลูก... คุณ พ่อคุณแม่สามารถปรุงอาหารเมนูใส่ผักให้อร่อยน่ากิน ถูกปากลูกรักได้ง่าย ๆ เช่น หั่นคะน้า และหัวหอมเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในข้าวผัด ใส่แครอท และมะเขือเทศ ลงในไข่เจียว เอาผักมาชุบแป้งทอดจิ้มกินกับน้ำจิ้ม หรือซอสแสนอร่อย เพียงเท่านี้ลูกรักก็จะสามารถกินผักได้อย่างไม่ยากเลย

        
เล่านิทานที่เกี่ยวกับผักให้ลูกฟัง... คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่านิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจให้เด็ก ๆ อยากกินผักให้ลูกฟัง เช่น นานที่กล่าวถึงประโยชน์ของผัก หรือนิทานที่ตัวละครชอบกินผัก ซึ่งมีอยู่มากมายให้คุณพ่อคุณแม่เลือกตามร้านขายหนังสือ

        
สอนเพลงที่เกี่ยวกับผักให้กับลูก... เพลง เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ทุกคนชอบ ดังนั้น การที่คุณพ่อคุณแม่นำกิจกรรมเพลงเข้ามาเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ลูกชอบกินผัก ก็นับว่าเป็นวิธีการที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง

ตัวอย่างเพลงที่เกี่ยวกับผัก

          มา กินผักกันเถอะ (คำร้อง/ทำนอง ดร. แพง ชินพงศ์) มากินผักกันเถอะ กินเยอะ ๆ ร่างกายแข็งแรง ผักสดผักต้มใส่แกง กินแล้วแข็งแรง มากินผักกันเถอะ

          ชวนให้ลูกเข้าครัว... นับ ว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลมากในการช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากกินผัก คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนให้ลูกมาทำอาหารสูตรเมนูที่มีผักด้วยกัน เช่น การทำแกงจืดผักตำลึง โดยให้ลูกช่วยล้างผัก เด็ดผัก ให้ลูกเป็นคนใส่ผักลงในหม้อเอง และให้ปรุงรสแบบที่ลูกชอบ การที่ลูกได้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร จะช่วยทำให้เขารู้สึกภูมิใจ และทำให้อยากกินเมนูสูตรผักที่ตนเองมีส่วนในการทำนั้นอย่างแน่นอน

         คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่า... การแก้ปัญหาเรื่องลูกไม่ชอบกินผักนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย อย่าเพิ่งท้อแท้หรือกังวลใจ ลองวิธีง่าย ๆ ตามนี้ดูไม่แน่ว่าอาจจะได้ผลกับลูกรักก็เป็นได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก  บันทึกคุณแม่
Vol.22 Issue 263 มิถุนายน 2558
http://baby.kapook.com

Saturday, August 15, 2015

15 วิธีง่ายๆ ต่างๆ สำหรับคนที่จะเริ่มลด นน.โดยไม่ออกกำลังกาย




เอาหละ สูตรนี้สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย บอกไว้ก่อนว่า จะช้ากว่าการที่เราออกกำลังกายไปด้วยเยอะ แต่ยังงัยก็ยังดีกว่า ไม่ออก แล้วกินเหมือนเดิมอยู่ดี

หลาย คนอยากลด นน. แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ตอนไหน เพราะเห็นว่าการลดน้ำหนัก เป็นเหมือนงานหนักๆชิ้นนึง เริ่มแล้วต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด.. ก็เลยไม่ได้เริ่มซะที 

วันนี้ เรามีวิธีที่จะทำให้ได้เริ่มลดน้ำหนักได้เลย ไม่ต้องรอเวลาว่างๆ รอปิดเทอม รอเปิดเทอม รออ้วนขึ้น รออกหัก รอเงินเดือนออก รอวันตาย X'(

ก่อนอื่นขอบอกว่าการลดน้ำหนักที่จะส่งผลดีในระยะยาว คือ การค่อยๆ ลด แล้วการเปลี่ยนนิสัยการกิน ไม่ใช่การลดแบบที่ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า 'crash' ที่แปลว่าการชน หรือ เร่งรัด ซึ่งจะทำให้เราทรมาน หมดกำลังใจและท้อแท้ หรือไม่ก็ ไม่ได้เริ่มซะที

เอาล่ะ มาเริ่มเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตกันก่อนดีกว่า ปรับวันละนิดชีวิตแจ่มใสน๊ะจ๊ะ ;')

*เริ่มจากข้อที่ง่ายสุดเลยละกัน จะได้ไม่ต้องคิดหนักที่จะเริ่ม:

- กินข้าวให้ตรงเวลาและครบมื้อ

อย่างดข้าวเช้า หรือข้าวเที่ยง หรือข้าวเย็น ใช่! ฟังไม่ผิดจร้า ข้าวเย็นก็กินๆไปเถอะ ข้าวเช้าสำคัญมาก ถ้าไม่กินสมองจะไม่ได้รับสารอาหารนานเกิน เกิดอาการสมองทำงานช้า คิดไรไม่ออก  เพราะไม่งั้นจะหิว แล้วพอเราหมดความอดทน เราก็จะแปลงกลายเป็นปีศาจตู้เย็น ล้างผลาญทุกอย่างที่มีอยู่ในตู้เย็น.. ถ้าเรากินข้าวไม่ตรงเวลา รอกินตอนหิวจัดๆ จะทำให้เรากินเยอะเป็นสองเท่าหรือไม่ก็กินแบบไม่แคร์โลก สวาปาม งั่มๆๆๆๆ ซึ่งการกินทีละเยอะๆไม่ใช่เรื่องดี เพราะร่างกายเราจะเอาไปใช้ได้ไม่หมด ที่เผาผลาญไม่หมดก็เก็บเป็นไขมัน

-มาม่า< อาหารยอดนิยมชาววัยทีน ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์ มีแต่แป้งและไขมันกับชูรส

ถ้าอยากสุขภาพดี บอกเลิกคุณมาม่าได้เลย หรือถ้าชอบมาก นานๆๆๆๆ กินทีไม่เป็นไร เวลากินก็ใส่ผักไปด้วยเยอะๆ ไข่ด้วยนะ

ร่างกายเราต้องการอาหารครบ 5 หมู่.. มาม่าให้ได้แค่แป้งและไขมัน

-เคี้ยวให้ช้าลง

แค่เคี้ยวช้าลง ก็ผอมได้นะ เพราะจะทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น และรู้ว่าอิ่มตอนไหน ควรจะพอตอนไหน ไม่กินเพลินเกินเลยไป แล้วจุก แน่นท้องทีหลัง

แถมยังทำให้ร่างกายดูดซับสารอาหารได้มากขึ้นด้วย เนื่องจากอาหารที่เข้าไปละเอียดกว่า ก็จะดูดซึมและเอาไปใช้งานได้ง่ายกว่าอาหารหยาบๆ

- กินอาหารต้มๆ นึ่งๆ เพิ่มขึ้น แล้วลดอาหารทอดๆ ผัดๆ 

เรามักจะได้ปริมาณน้ำมันมาแบบเนียนๆไม่รู้ตัวจากอาหารทอด อยากรู้ว่าเยอะแค่ไหน ลองทอดไข่เจียวแล้วใส่น้ำมันประมาณครึ่งแก้วดูสิ พอไข่สุก น้ำมันบนกระทะแทบไม่เหลือเลย มันหายไปไหนละ? ก็ไปซ่อนอยู่ในไข่ไง ^0^ !

-เปลี่ยน จากการกินขนมขบเคี้ยวแบบมันฝรั่งทอดกรอบ สาหร่ายเฒ่าแก่น้อยแสนเพลิน คุกกี้หงั่มแหง่งงง >o< มากินพวกผลไม้แห้งเป็นขนมแทนเวลาเหงาปาก เช่น ลูกเกด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (แนะนำ) ฝรั่ง สตอร์เบอรี่อบแห้ง แม้ผลไม้แห้งจะไม่ช่วยให้ผอม แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าขนมพวกนั้น มากกก! (แต่สำหรับคนที่ใจแกร่งแข็ง ตั้งใจจะลด นน.จริงจัง ก็ เลิกมันไปเลย ไม่ต้องกินสักอย่าง *w*)

พวกขนมกรอบๆ พวกเนี้ยตัวดีสุดยอด เพราะน้ำมันเยอะสุดๆ ซุปเปอร์เลย แถมกินแล้วยังไม่อิ่มอีกตังหาก ก็ต้องไปกินอย่างอื่นเพิ่มอีก แถมยังมีแต่ชูรสทั้งนั้นนน 

-กินน้ำมากขึ้นวันละแก้ว

ค่อยๆ เพิ่มทีละแก้วๆ จากปริมาณที่กินอยู่ จนให้เกิน 2 ลิตร ต่อวันให้ได้, แต่อย่ากินทีเดียวเยอะๆนะ ร่างกายจะขับออกมาหมด ให้ค่อยๆ จิบไป แต่กินบ่อยๆ วิธีที่ได้ผลดีคือพกขวดน้ำ หรือกระติก ที่เรารู้ว่ามันมีปริมาณน้ำเท่าไหร่ เช่น: เรากินทีละ 600 ml (ขวดพวกเนสเล่ น้ำทิพย์ ไซส์กลาง) ก็ถือขวดไปทุกที่ที่เราไป นึกขึ้นได้ก็ดื่มๆ วันนึงกินสี่ขวด ก็ครบสองลิตรละ แต่กว่าจะครบได้ไม่ได้ครบทันทีนะ ก็ค่อยๆเพิ่มไปนั่นแหละ เมื่อก่อนเป็นคนกินน้ำน้อยมาก บางทีวันนึงไม่ถึง 600 ลิตรด้วยซ้ำ ทำให้ผิวแห้ง ปากแตก 

การกินน้ำเป็นการทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายเราทำงานดีขึ้น แถมยังเป็นการ detox ด้วย สิวก็จะลดด้วย
  
-เพิ่มผักและโปรตีน ลดแป้งและไขมัน

วิธีง่ายๆ ที่จะรู้ว่าเรากินอะไรกี่ส่วนก็ เอาจานกลมๆ มา ใส่อาหารที่เป็นผักล้วนไป 1/4 ของจาน เพราะมันทำให้เราอิ่มและไร้ไขมัน (แต่เอาไปใช้เป็นพลังงานได้น้อยมาก เพราะฉะนั้นห้ามกินแต่ผักนะ) ใส่โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ (ไก่ไขมันต่ำสุดรองจากปลา และโปรตีนเยอะ) ถั่วต่างๆ ฯลฯ 2/4 และอาหารพวกแป้งๆ 1/4 พอ เพราะ carbohydrate มีแฝงอยู่ในแทบจะทุกอย่างอยู่แล้ว

มีการทดลองออกมาแล้วว่า ผู้ที่กินโปรตีนเป็นส่วนใหญ่ของมื้ออาหารต่อวัน ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่กินคาร์โบไฮเดรทเป็นส่วนใหญ่ 

- เวลาสั่งข้าวผัดหรือาหาร อย่าสั่งไข่ดาวเพิ่ม *ช่วยได้มากกก

เพราะไข่ดาวฟองนึงให้แคลอรี่มากพอๆ กับข้าวจานนึงเลยนะ ไข่ดาวมันดูดน้ำมันไปมากกก คนส่วนใหญ่ไม่รู้ และไม่สังเกตุ น้ำมันในไข่ดาวมันซ่อนๆ อยู่ในตัวไข่นั่นแหละ ทำให้เราได้รับปริมาณน้ำมันมหาสารโดยไม่รู้ตัว

- ลดปริมาณซอสพริก ซอสมะเขือเทศ ที่เราบีบเข้าไปในอาหารแต่ละมื้อโดยไม่รู้ตัวว่ามันคือน้ำตาล ทั้งน้านนน !! คนส่วนใหญ่มองข้ามตรงนี้ไปเพราะคิดว่านิดเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าลด และ งดได้ จะช่วยได้มากเลยแหละ
  
-ทดแทนน้ำอัดลม หรือน้ำหวานอร่อยๆ ที่ไร้สาระ ด้วยน้ำผักและผลไม้แทน 

น้ำตาลที่ผักและผลไม้ให้ แน่นอนว่าน้อยกว่าอยู่แล้ว แถมยังเป็นน้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายกว่าน้ำตาลจากพวกน้ำอัดลมด้วย เพราะฉะนั้นก็อ้วนน้อยกว่าแถมยังได้ประโยชน์มากกว่า 

-เวลากินโอวัลติน กาแฟ ลดน้ำตาลให้น้อยลง หรือแทนด้วยน้ำผึ้ง

เครื่องดื่มพวกนี้แหละตัวดีเหมือนกันนะ เพราะโฆษณาชอบชวนเชื่อว่ากินโอวันตินวันละแก้ว สดใสแข็งแรง หารู้ไม่ว่ามันมีแต่น้ำตาล =_= ประโยชน์ที่จะได้จริงๆ น้อยมาก นอกจากความเพลิดเพลินทางอารมณ์ตอนกินอ่านะ

หรือ ถ้าเป็นคนชอบดื่มเป็นชีวิตจิตใจ ลองทดแทนน้ำตาลด้วยน้ำผึ้งดูสิ น้ำผึ้งให้ความหวานโดยอ้วนน้อยกว่าน้ำตาลอ้อย นอกจากนั้นยังทำให้นอนหลับสบาย คลายเครียดด้วย

-chocolate สุดโปรดตัวดีด้านไขมันและน้ำตาล

ลดๆๆๆๆๆๆ หรือกิน dark 97% แทน 
  
-ลองเปลี่ยนจากการดื่มนมวัว มาเป็นนมถั่วเหลืองแทนสิ รับรองว่าพุงหายน๊ะจ๊ะ 

เพราะในนมวัวมีน้ำตาล lactose ที่ร่างกายเรามีน้ำย่อยสำหรับน้ำตาลชนิดนี้อยู่น้อยมาก และเมื่ออายุมากขึ้นๆ น้ำย่อยเราก็จะเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ จนทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารย่อยยาก ตัวบวม แก๊สในกระเพาะอาหาร จนบางครั้งเกิดอาการ ภาวะกรดไหลย้อน ทำให้รู้สึกอ่อนล้า ภูมิต้านทานลดลง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสลายน้ำตาลแล็กโตสไปใช้เป็นพลังงานได้หมด เกิดการหมักของเชื้อยีสต์กลายเป็นแก๊สจำนวนมาก ทำให้ลำไส้ขยายตัวจนหน้าท้องยื่น

(ทดลองมาแล้วกับตัวเอง งดทุกอย่างที่ทำจากนมมาได้สี่วันแล้ว พุงลดไปเยอะเลย ไว้อาทิตย์หน้า มาโพสขนาดที่ชัดเจนแน่นอนเน้ออ :)

-กิน เจ วิธีนี้สำหรับคนที่มีปัญหาสิวด้วย (ลองแล้วกับตัวเอง) เพราะในเนื้อสัตว์นั้น มีไขมันอยู่มาก ถ้าเราบอกลาเนื้อสัตว์ (พวกเนื้อแดงเช่นหมูและวัว) ได้ เราจะผอมลงเป็นกองเลย แต่อย่าลืมทานโปรตีนทดแทนจากที่อื่นเยอะๆ นะ ไม่งั้นอาจอ่อนเพลียได้ 
  
-กินให้ได้ 500 แคลอรี่น้อยกว่าที่เราเผาผลาญ ถ้าเผาผลาญ 2000 กิน 1500 << (แค่ลองไม่กินขนมเลยดูสิ แค่นี้ก็ได้แล้ว)


อ่ะ ไว้แค่นี้ก่อนนะ ที่เขียนมาเป็นวิธีต่างๆ ที่ไม่ต้องทำตามทีเดียวหมดก็ได้ แค่เริ่มปรับๆไป อาทิตย์ละข้อก็ได้ แค่นิสัยการกินเราเปลี่ยน เราก็จะผอมไปตลอด แต่ถ้าเราแค่ไดเด้ทไดอด แต่ไม่เปลี่ยนนิสัยการกิน เราก็จะผอมแค่ชั่วคราว :'D

by bai-carrot
http://bai-carrot.exteen.com/20110510/entry
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/26810560254181472/