Friday, November 27, 2015

ภูมิแพ้อากาศในเด็ก เริ่มป้องกันได้ตั้งแต่อยู่ในบ้าน



  โรคภูมิแพ้อากาศ เป็นความผิดปกติเรื้อรังที่มักพบได้บ่อยในเด็ก และกำลังเป็นโรคยอดฮิต วันนี้กระปุกดอทคอมมีเกร็ดความรู้เรื่องโรคภูมิแพ้ในเด็ก รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ลูกน้อยเสี่ยงเป็น โรคภูมิแพ้อากาศ มาแนะนำกันค่ะ พร้อมแล้วเราไปดูเคล็ดลับและวิธีป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกล โรคภูมิแพ้ จากนิตยสาร บันทึกคุณแม่ กันเลยค่ะ ...

         องค์การอนามัยโลก... ได้มีการประมาณการถึงตัวเลขของผู้ป่วย "โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้" หรือ "โรคภูมิแพ้อากาศ" ทั่วโลกว่ามีประมาณ 400 ล้านคน โดยพบในเด็ก 40% ในผู้ใหญ่ประมาณ 10-30% เป็นโรคนี้ และยังพบว่ามีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในส่วนของประเทศไทยเคยมีสำรวจในเขตกรุงเทพฯ พบว่าเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาถึง 40% เป็นโรคนี้ และบางคนอาจจะมีโรคแทรกซ้อนแถมมาด้วย

         สาเหตุหนึ่งคาดว่าสิ่งที่ทำให้โรคนี้มีแนวโน้มสูงมากขึ้น นั่นเพราะคนไทยมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ยิ่งเป็นสังคมเมืองด้วยแล้วยิ่งเห็นได้ชัดเจน ด้วยรสนิยม ชอบปูพรม เลี้ยงสัตว์ในบ้าน หรือการนำสัตว์เลี้ยงมานอนด้วย ฝุ่น เชื้อโรคจึงสามารถฟุ้งกระจายอยู่ในบ้านได้ง่ายกว่า บวกกับการนิยมอาหารตะวันตกเน้นอาหารประเภท เนื้อ นม ไข่ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้มากขึ้น ทั้งนี้สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้มีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ

         กรรมพันธุ์ เด็กที่แพ้อากาศจะพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้อากาศด้วย แม้จะไม่ได้เป็นการแพ้แบบเดียวกัน อาจจะมีอาการหอบหืด ผื่นคัน แต่ก็ถือว่าเป็นภูมิแพ้อากาศเช่นเดียวกัน

        สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กมีเชื้อโรคกระจายอยู่ เช่น ไรฝุ่น พรม ของเล่น ขนสัตว์ รังแคสัตว์ ยิ่งเป็นซากแมลงสาบตายด้วยแล้ว ลูกน้อยของคุณจะสูดหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไปโดยไม่รู้ตัว หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก อาทิ เกสรดอกไม้ หรือพืชอื่น ๆ เด็กเล็กบางคนมีพันธุ์กรรมภูมิแพ้อยู่แล้ว จึงทำให้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่าย ยิ่งในช่วงฤดูฝนความชื้นของอากาศจะส่งผลให้คนที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อากาศมาก ขึ้น

         คุณพ่อ คุณแม่จะสังเกตได้เมื่อลูกน้อยมีอาการ น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจไม่ค่อยออก จาม คันตา ซึ่งอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ ร่วมเดือน ลูกน้อยของคุณจึงนอนไม่ค่อยหลับ หงุดหงิด ร่วมด้วยโรคแทรกซ้อน ติดเชื้อซ้ำ หูอักเสบ เจ็บคอ ร่วมกับไซนัส และในเด็กเล็กบางคนอาจจะไม่ได้แพ้อากาศโดยตรงเหมือนผู้ใหญ่ แต่เกิดจากการทานอาหาร เช่น นมวัว ไข่ ซึ่งจะมีลักษณะอาการคล้ายกัน หรือหากเด็กโตประมาณ 3 ขวบขึ้นไป มักพบว่าส่วนใหญ่อาการเหล่านี้มักมาจากอากาศมากกว่าอาหาร

         "โรค ภูมิแพ้อากาศ" หรือชื่อเรียกถูกต้อง "โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้" (Allergic Rhinitis) จัดว่าเป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากที่สุด พบได้ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลง เพราะโรคนี้จะรบกวนกระบวนการใช้ชีวิตในด้านต่าง ๆ ทั้งยังมักเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา
เช่น โรคหืด โรคไซนัส โรคหูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น ยิ่งหากคุณพ่อคุณแม่กำลังมีลูกน้อยยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ด้วยฤดูฝนช่วงนี้มีโอกาสทำให้การป่วยเพิ่มมากขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักเข้าใจว่าการแพ้อากาศของลูกน้อยนั้น เกิดจากการแพ้อากาศที่ลูกน้อยสูดหายใจเข้าไปทุกวัน แต่ความจริงแล้วสิ่งที่แพ้มาจากสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขี้แมลงสาบ เป็นต้น

เราจะป้องกันเรื่องนี้ได้อย่างไร คุณพ่อคุณแม่ขยับเข้ามาใกล้ ๆ ดังนี้

         เพิ่มความสะอาดควบคู่กับการจัดสรรห้องนอนลูกน้อย ให้มีความสะอาดโล่ง โปร่งสบาย เพราะลูกน้อยต้องสูดอากาศในห้องนอนไม่ต่ำกว่า 8-10 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการเก็บหนังสือหรือสิ่งที่คิดว่าเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นเอาไว้ในห้อง ลูกน้อย

         ซักทำความสะอาดเครื่องนอนต่าง ๆ ของลูกน้อยในทุกสัปดาห์ เพื่อช่วยกำจัดไรฝุ่น

         ห้องนอนของลูกน้อยต้องไม่ปูพรม เพราะพรมเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งสะสมไรฝุ่น เชื้อโรคจำนวนมาก แน่นอนว่าไม่ดีแน่ ๆ หากเชื้อโรคจำนวนมากสะสมอยู่ในห้องของลูกน้อย

         หมั่นเปิดหน้าต่างห้องนอนลูกน้อย รับลมเย็นแบบธรรมชาติ สลับกับให้มีแสงแดดส่องเข้ามาในบ้านอยู่เสมอ

         ทำความสะอาดบริเวณบ้านทั้งหมด รวมถึงกำจัดสิ่งสกปรกอันเป็นแหล่งให้แมลงสาบ หนู และสัตว์อื่น ๆ เข้ามาแพร่เชื้อได้

         หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน เพื่อป้องกันการแพ้ขนสัตว์ของลูกน้อย

         งดสูบบุหรี่ในบ้าน เพราะควันบุหรี่จะทำให้ลูกน้อยมีอาการน้ำมูกไหลมากขึ้น

         เพิ่มการป้องกันอีกทางหนึ่งด้วยการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ เพื่อกำจัดฝุ่น เชื้อโรค และกลิ่นต่าง ๆ ที่จะนำมาสู่การเจ็บป่วยของลูกน้อย

         การป้องกันย่อมดีกว่าแก้... หาก คุณพ่อคุณแม่ทราบถึงพิษภัยอันจะนำมาสู่การป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อากาศของลูก น้อยแล้ว และมีการทำเพื่อป้องกันอย่างจริงจัง แน่นอนว่าลูกน้อยของเราย่อมห่างไกลจากโรคดังกล่าว แถมยังมีสุขภาพที่ดีไม่มีโรคให้เราต้องมากังวลใจอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  บันทึกคุณแม่
Vol.22 Issue 266 กันยายน 2558
http://baby.kapook.com
เครดิตภาพ  http://astore.amazon.com/bestpricebabyandkidhats-20/detail/B017RJWH7A   

No comments:

Post a Comment