Showing posts with label เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว. Show all posts
Showing posts with label เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว. Show all posts

Friday, April 26, 2019

อยากให้ลูกติด ต้องมีวิธี




อยากให้ลูกติด ต้องมีวิธี (Mother & Care)

            นอกเหนือจากปัญหาการติดพี่เลี้ยงของลูกแล้ว อีกหนึ่งปัญหาหนักอกหนักใจคุณพ่อหรือคุณแม่คือ การที่ลูกติดอีกฝ่ายมากกว่า จนทำให้นึกน้อยใจว่าลูกไม่รัก จนบางคนอาจทำตัวเหินห่างกับลูกไปเลย


            เอาเป็นว่าคุณพ่อและคุณแม่อย่าเพิ่งถอดใจค่ะ การทำให้ลูกรักและผูกพันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ตั้งใจและลงมือทำเท่านั้น


ทำไม...ลูกติดแม่หรือพ่อมากกว่า

           เมื่อกลับมาบ้านจะเข้าไปอุ้มเจ้าตัวเล็ก แต่ลูกกลับไม่ยอมให้อุ้ม ไม่ยอมเล่นด้วย ร้องไห้บ้าง วิ่งหรือเบือนหน้าหนี ก็คงทำให้รู้สึกเสียใจใช่ไหมคะ ลองมาหาสาเหตุกันก่อนว่าเพราะอะไรจึงทำให้ลูกติดคุณแม่หรือคุณพ่อมากกว่า

            ลูกต้องการอยู่ใกล้คนที่รัก กับคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจ โดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัย 3 ปี (ก่อนเข้าเรียน) ที่ลูกจะได้อยู่ที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนแปลกหน้ามากนัก หากคุณพ่อคุณแม่ทุ่มเทเวลาให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ คอยอยู่ใกล้ชิด ก็จะทำให้ลูกติดได้ไม่ยาก เช่นเดียวกันหากมีคนเลี้ยง (ญาติ หรือพี่เลี้ยง) ก็อาจทำให้ลูกติดคนเลี้ยงมากกว่าได้ ความใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความผูกพันกับลูกมากขึ้น

            ไม่มีเวลาให้ลูก รวมถึงการไม่ได้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับลูกด้วย หากลูกติดคุณแม่มากกว่าคุณพ่อก็อาจเป็นเพราะคุณพ่อทำงานนอกบ้านมากเกินไป ลูกไม่ค่อยได้เห็นหน้า หรือคุณพ่อบางท่านอาจจะอยากอุ้ม อยากเล่นกับลูกแต่ไม่กล้าเพราะไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ก็ต้องค่อยๆ ฝึกจนเกิดความเคยชิน โดยเริ่มจากการเล่นสนุกง่าย ๆ อย่างการเล่นจ๊ะเอ๋ ก่อนก็ได้ สำหรับลูกที่ติดคุณพ่อมากกว่าคุณแม่นั้น ให้ลองทบทวนดูว่าคุณแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานบ้านหรือเปล่า เช่น การทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร จนไม่ค่อยได้อยู่ ใกล้ชิดลูก ในส่วนนี้อาจตกลงกันโดยการหาคนมาช่วย แบ่งเบางานบ้าน คุณแม่จะได้ใช้เวลาอยู่กับลูกได้อย่างเต็มที่

            ความชอบของลูก กับบุคลิกที่แตกต่างของคุณพ่อ คุณแม่ ซึ่งจะต้องสำรวจตัวเองว่ามีท่าทางหรือบุคลิกที่ทำให้ลูกรู้สึกกลัว กังวล หรือไม่คุ้นเคยหรือไม่ เช่น ถ้าคุณแม่มีนิสัยเสียงดัง ใจร้อน ก็จะทำให้ลูกกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ในขณะที่คุณพ่อยิ้มง่าย อบอุ่น ลูกจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยและมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับคุณพ่อมากกว่า เพราะฉะนั้นจึงต้องสังเกตด้วยว่าลูกชอบหรือไม่ชอบแบบไหนเพื่อจะได้นำมาปรับบุคลิกของตนเอง รวมถึงไม่ทำพฤติกรรมที่เป็นการทำร้ายจิตใจลูก เช่น ตะคอกเสียงดัง สะบัดมือลูก บังคับลูก เพราะจะทำให้ลูกจดจำฝังใจ ไม่กล้าเข้าใกล้อีก

            ส่งเสริมหรือขัดขวาง เป็นอีกเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องพิจารณาว่าในช่วงเวลาที่อยู่กับลูกนั้น มีเวลาอยู่กับลูกมากน้อยเพียงใด และได้ทำสิ่งที่ส่งเสริมหรือขัดขวางต่อพัฒนาการของลูก เช่น จู้จี้จุกจิก บังคับลูกให้ทำ ให้กินตามที่ต้องการ หรือการห้ามไม่ให้ลูกเล่น โดยเฉพาะในวัยเตาะแตะที่กำลังชอบสำรวจ รื้อค้น สนุกกับการเดินวิ่งเล่น คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรห้ามในเรื่องที่ดูแล้วไม่เป็นอันตราย ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งรอบข้างด้วยตัวเองบ้าง คอยมองดูและให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งนั้นได้ดี แต่ถ้าลูกกำลังจะทำสิ่งที่เห็นว่าเป็นอันตราย เช่น คว้าสิ่งของมีคม ก็ควรเข้าไปห้ามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและบอกเหตุผลกับลูก ไม่ดุว่าด้วยเสียงดังเพราะจะทำให้ลูกตกใจกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้คุณอีก

            ไม่ใช้วิธีตามใจลูก ถึงแม้ว่าการตามใจจะเป็นวิธีที่ทำให้ลูกติดได้ง่าย เช่น การให้ขนมหรือลูกอมเพื่อให้ลูกเข้าใกล้ แต่จะเป็นการสร้างวินัยที่ไม่ดีให้กับลูก

            อย่าแสดงอารมณ์ต่อหน้าลูก เมื่ออยู่ใกล้ลูกไม่ควรแสดงอารมณ์หงุดหงิด โมโหหรือรำคาญให้ลูกเห็น โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ลูกอาจจะยังไม่ยอมห่างจากคุณพ่อหรือคุณแม่ ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิดหรือบังคับเพราะลูกจะสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นได้ ควรทำตัวให้ร่าเริงสดใสไว้เสมอ หากมีเรื่องไม่สบายใจ ควรแบ่งปัน ปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากอีกฝ่ายก็จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น


ทำอย่างไรให้ลูกติด?

            พอเห็นลูกสนิทกับคุณแม่หรือคุณพ่อมากกว่าแล้ว อาจจะรู้สึกดีใจปนน้อยใจนิด ๆ ใช่ไหมคะ อย่าเพิ่งรู้สึกน้อยใจค่ะ เพราะคุณก็สามารถแสดงออกให้ลูกรู้ว่าคุณก็รักเขาไม่น้อยได้เช่นกัน

            ใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลิกเขินอายที่จะเข้าหาลูก การพูดคุย เล่านิทาน หรือการเล่นสนุกเป็นสิ่งที่เด็กทุกคนชื่นชอบ ลองใช้เวลาวันละ อย่างน้อย 30 นาทีหลังกลับจากทำงานทุกวันค่อย ๆ สร้างบรรยากาศสนุกสนานร่วมกัน และสร้างความคุ้นเคยให้กับลูก ลองสังเกตว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร เช่น นิทานเรื่องโปรด ของเล่นชิ้นโปรด แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นตัวช่วยในการเข้าหาลูก ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี ในช่วงแรกอย่าใส่สาระความรู้หรือจริงจังมากเกินไปเพราะจะทำให้เด็กเบื่อค่ะ

            หาจุดเด่นให้เจอ โดยการลองสำรวจตัวเองว่ามีจุดเด่นอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์บ้าง เช่น สามารถเลียนแบบเสียงสัตว์ต่าง ๆ ได้หลายเสียง คุยเก่ง หรือชอบเล่าเรื่องสนุก ๆ ลองใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในการเล่นสนุก แต่ต้องไม่ลืมสีหน้า ท่าทางและแววตาที่แสดงออกมาเวลาที่เข้าใกล้ลูก ต้องยิ้มแย้ม อ่อนโยน และแสดงถึงความอบอุ่นเพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจ


ส่งเสริมลูก ให้รักพ่อหรือแม่ด้วย

            หากลูกติดพ่อหรือแม่ฝ่ายเดียว ก็ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันทำให้ลูกติดทั้งพ่อและแม่แล้วล่ะค่ะ

            หมั่นชมเชยอีกฝ่าย พูดถึงสิ่งดี ๆ ให้ลูกฟัง เช่น คุณพ่อเป็นคนใจดี เป็นคนเก่ง จะทำให้ลูกมีทัศนคติที่ดี อยากเข้าใกล้และภาคภูมิใจในตัวพ่อหรือแม่ด้วย

            อย่าทะเลาะกันต่อหน้าลูก จะทำให้ลูกตกใจ เกิดความกลัว ไม่อยากเข้าใกล้และยิ่งตีตัวออกห่าง หากมีเรื่องที่ไม่เข้าใจกัน ควรหาที่เงียบ ๆ คุยกันดีกว่า

            เปิดโอกาสให้อีกฝ่าย โดยการสนับสนุนให้อีกฝ่ายเป็นคนสร้างบรรยากาศภายในบ้าน แล้วชวนให้ลูกเข้าไปมีส่วนร่วม เช่น พ่อกำลังปลูกต้นไม้ แม่ก็อาจจะชวนลูกให้ไปดูคุณพ่อว่ากำลังทำอะไรสนุก ๆ อยู่รึเปล่า ในช่วงแรกลูกอาจจะยังไม่กล้า ก็ใช้วิธีทำกิจกรรมร่วมกันทั้งพ่อแม่และลูก ก็จะทำให้ลูกค่อย ๆ รู้สึกคุ้นเคยค่ะ

            ช่วยกันเติมแต่งครอบครัวให้มีแต่ความรัก ความอบอุ่น ด้วยการใกล้ชิดและใช้เวลากับลูกอย่างมีความสุขนะคะ!


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
(Mother & Care)

Monday, December 3, 2018

ข้อดีของการกอดลูก 9 ข้อ สัมผัสรักที่ยิ่งใหญ่ ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด




ข้อดีของการกอดลูก 9 ประโยชน์ที่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่า การได้โอบกอดและหอมเจ้าตัวเล็กทุกวันนั้นดีขนาดไหน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เวลาที่คนเราไม่สบายหรือหาของดี ๆ มาทำให้ร่างกายแข็งแรง มักจะหันไปพึ่งศาสตร์การแพทย์หรือยาบำรุงกันซะส่วนใหญ่ แต่รู้ไหมคะว่าจริง ๆ แล้ว เราทุกคนนั้นมียาวิเศษที่หาได้ง่าย ๆ ใกล้ตัวจากลูกน้อยของเรานี่เอง ซึ่งยาที่ว่านั้นก็คือ "การโอบกอด" ที่วันนี้กระปุกดอทคอมขอยก 9 ข้อดีของการกอดลูก มาการันตีสรรพคุณ และทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้ซึ้งถึงความสำคัญด้วยว่า การได้กอด ได้หอมลูกทุกวัน นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของทุกคนมากขนาดไหน รับรองคราวนี้ไม่ต้องไปตามหายาแพง ๆ กันอีกเลยล่ะค่ะ ^^

1. คุณแม่ผลิตน้ำนมได้มากขึ้น

          เมื่อคุณแม่โอบกอดลูกน้อยด้วยความรัก สมองจะเกิดการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อฮอร์โมนแห่งความรัก (Love Hormone) ออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวคุณแม่และคุณลูก เพราะช่วยทำให้ร่างกายของคุณแม่ผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพและปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้ลูกน้อยได้รับน้ำนมเพียงพอต่อการเจริญเติบโต ทั้งยังเสริมสร้างให้ภูมิคุ้มกันของลูกน้อยสมบูรณ์ แข็งแรงดีอีกด้วย

2. ผ่อนคลายความเครียด

          นอกจากฮอร์โมนออกซิโทซินจะช่วยกระตุ้นน้ำนมแล้ว ยังทำหน้าที่ต่อสู้กับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด ช่วยทำให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกรู้สึกผ่อนคลาย สงบสุข รวมถึงหลับสบายมากขึ้น สังเกตจากการที่เจ้าตัวเล็กของหลาย ๆ คน ชอบงอแงให้คุณพ่อคุณแม่โอบกอดเวลาเข้านอน หรือกระทั่งเด็กทารกเองก็สามารถสงบลงได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่ออยู่ในอ้อมกอดอุ่น ๆ ของคุณแม่นั่นเอง

3. กระตุ้นการทำงานของปอดและหัวใจ

          เวลาที่คุณแม่อุ้มหรือกอดลูกน้อยเอาไว้แนบอก จะทำให้ลูกได้ยินเสียงชีพจรของเราได้อย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ เด็กจะเริ่มหายใจตามจังหวะการเต้นของหัวใจคุณแม่โดยอัตโนมัติ ถือเป็นการฝึกให้ปอดและหัวใจ รวมถึงระบบการหายใจของลูกเป็นปกติ โดยคุณแม่อาจตบหลังลูกเบา ๆ เป็นจังหวะคงที่ไปด้วยก็ได้ค่ะ

4. ช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้สมดุล

          ด้วยความที่เด็กทารกยังมีผิวที่อ่อนแอและบอบบาง ทำให้ไม่สามารถรับมือกับสภาพอากาศได้ดีเท่าผู้ใหญ่อย่างเรา การสัมผัสตัวหรือการกอดลูกน้อยบ่อย ๆ โดยเฉพาะในหน้าหนาว จึงช่วยรักษาความอบอุ่น และปรับอุณหภูมิร่างกายของลูกน้อยให้สมดุลคงที่ได้

5. เสริมสร้างให้ภูมิคุ้มกันร่างกายของลูกแข็งแรง

          ว่ากันตามศาสตร์ของโยคะ การสัมผัสตัวกันและกัน เป็นเหมือนการถ่ายเทประจุไฟฟ้าธรรมชาติจากตัวเราไปสู่อีกคน เมื่อใดที่เราโอบกอดลูกน้อยแบบเนื้อแนบเนื้อ พลังงานจากตัวคุณพ่อคุณแม่จะส่งต่อไปยังร่างกายของลูก แนะนำให้ใช้ฝ่ามืออุ่น ๆ กดลงที่บริเวณหน้าอกของลูกน้อยเบา ๆ ระหว่างการกอดด้วย เพราะเป็นการกระตุ้นจุดศูนย์กลางของร่างกาย ช่วยควบคุมและรักษาปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้สมดุล พร้อมต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย

6. ทำให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย

          การกอดลูกน้อยโดยเฉพาะทารกนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวัยที่ประสาทตาและหูยังเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้สามารถรับความรู้สึกได้จากการสัมผัสเพียงเท่านั้น หากคุณแม่ขยันอุ้มเจ้าตัวเล็กมากอด มาหอม และแตะตัวด้วยความรัก ความเอ็นดูอยู่บ่อย ๆ จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย รวมถึงลดอาการงอแงให้น้อยลงด้วยค่ะ

7. ทำให้ลูกรู้จักคุณค่าในตัวเอง

          เพราะเด็กเล็กมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ไม่ค่อยคงที่ ทำให้อาจมีการเอาแต่ใจ หรือเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นบ้างตามประสา การกอดเขาเอาไว้ให้แน่น ๆ นี่แหละค่ะคือตัวช่วยที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนสำคัญ ยังเป็นที่ต้องการ และยังได้รับความรักจากคนอื่น รับรองเลยว่าโตไปลูกจะมีความมั่นใจ มีความเชื่อมั่น และรู้จักคุณค่าของตัวเอง ยิ่งถ้าได้กอดบ่อย ๆ ยิ่งช่วยย้ำให้รู้ด้วยว่า ลูกจะยังมีพ่อกับแม่ที่คอยห่วง คอยเป็นกำลังใจ และพร้อมให้ความรักกับลูกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะออกไปเจอกับเรื่องแย่ ๆ มาแค่ไหนก็ตาม

8. ช่วยลดอาการปวดเมื่อย

          สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีอาการปวดเนื้อเมื่อยตัวเป็นประจำ บอกเลยว่ายาวิเศษดี ๆ นั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม เพียงคุณอุ้มลูกน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ก็จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่าความตึงเครียดที่สะสมเอาไว้นั้นเบาลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ รู้สึกผ่อนคลายไปด้วย นั่นเป็นเพราะร่างกายได้หลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารแห่งความสุขออกมานั่นเอง

9. เป็นการลงโทษที่ดีที่สุด

          พูดถึงเด็กวัยไร้เดียงสา ที่บางครั้งก็อาจทำผิดโดยไม่รู้ตัวหรือเพราะความซุกซนได้ หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการว่ากล่าวตักเตือน ขอแนะนำว่าการกอดจะเป็นการลงโทษที่ได้ผลดี มากกว่าการคว้าไม้เรียวมาตีอย่างแน่นอน เพราะความอบอุ่นของอ้อมกอดจะทำให้เด็กรู้สึกว่า เขาได้รับการให้อภัย ไม่รู้สึกกลัวว่าต้องถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง แต่ก็อย่าลืมอธิบายถึงผลเสียของการกระทำในครั้งนั้น ๆ ของลูกด้วยนะคะ เจ้าตัวเล็กจะได้ทำความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และจำเอาไว้เป็นบทเรียน ไม่ทำผิดซ้ำอีกในอนาคต

         
 รู้ว่ามีข้อดีมากมายขนาดนี้แล้ว สงสัยคุณพ่อคุณแม่ได้จับลูกน้อยมากอดกันทั้งวันแน่เลย.. แต่อย่าลืมออมแรงกันด้วยน้า ไม่งั้นเจ้าตัวเล็กช้ำกันพอดี ><”

ข้อมูลจาก : parentingforbrain.com, thenewageparents.com, smartparenting.com.ph, mindbodygreen.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/528750812473052754/


Sunday, October 1, 2017

8 วิธีเลี้ยงลูก สร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อย




        วิธีสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูก ให้เขาเติบโตเป็นเด็กที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยส่งเสริมเขาได้ ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

          ความมั่นใจในตัวเอง เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรู้สึกกังวล หรือกลัวสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามา ซึ่งความมั่นใจในตนเอง รวมไปถึงความภาคภูมิใจในตนเองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องมีการสั่งสมมาตั้งแต่ในวัยเด็ก โดยเด็กที่มีความมั่นใจในตนเองจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ ในสังคมได้ มีความอดทนต่อความกดดัน ความเครียด และความขัดแย้งในชีวิตได้ดี รู้จักวิธีแก้ไขปัญหา เป็นคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งต่างจากเด็กที่ขาดความมั่นใจ มักเป็นเด็กที่ขี้กลัว วิตกกังวล และเกิดความเครียดต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้ง่าย

           คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจึงพยายามที่จะฝึกสอนให้ลูกของตนเองเติบโตเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตนเอง เป็นคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย และสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อที่เขาจะสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างมีความสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างง่าย ๆ ซึ่งการที่เด็กจะเกิดความมั่นใจในตนเองได้นั้น เขาต้องรู้สึกว่าตัวเขาดีพอ และเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ เขาจึงเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเขาเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรส่งเสริมและปลูกฝังลักษณะนิสัย รวมถึงเสริมสร้างความมั่นใจ และความภาคภูมิใจให้กับลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดี สนับสนุนพฤติกรรมด้านบวก และสนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจ โดยมีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ห่าง ๆ

          และเพื่อเป็นแนวทางในการสอนลูกให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเคล็ดลับที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกน้อยได้ด้วย 8 วิธีต่อไปนี้ มาดูกันเลยค่ะ ว่าจะมีวิธีใดบ้าง

1. ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น

          การยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น รวมถึงการสนับสนุนในสิ่งที่เขาชอบ ถือเป็นการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกได้อีกวิธีหนึ่ง โดยเริ่มจากให้เขาได้ตัดสินใจในกิจวัตรประจำวันที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น การเลือกเสื้อผ้า และกิจกรรมที่เขาอยากทำ เมื่อเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบก็จะช่วยให้เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหาและการเจรจาต่อรองกับเพื่อนฝูง ทั้งยังช่วยให้เขารู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้เลือกทำอีกด้วย นอกจากนี้การถามความเห็นและการตัดสินใจจากลูกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะช่วยให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า ช่วยส่งเสริมความมั่นใจ และช่วยให้เขาได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา

2. เข้าใจความรู้สึกของลูก


          การรับรู้และเข้าใจในความรู้สึกของลูก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดก็ตาม เช่น เมื่อลูกดีใจที่ขี่จักรยานได้เป็นครั้งแรก หากคุณพ่อคุณแม่แสดงความชื่นชมยินดีไปกับลูกด้วยนั้น ลูกก็จะเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำได้ค่ะ แต่หากลูกมีปัญหาอะไรในใจ ก็ควรพร้อมรับฟังและร่วมแบ่งปันความรู้สึกนั้น ๆ กับลูกด้วย เช่น บางครั้งที่ลูกร้องไห้งอแง กรีดร้องไม่ได้ดั่งใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งดุว่าลูกแรง ๆ แต่ควรพูดคุยและถามไถ่กันด้วยเหตุผล ทำให้เขารู้ว่าเราเข้าใจความรู้สึกหงุดหงิดของเขานะ พร้อมกับสอนให้เขารู้จักรับมือและการแสดงอารมณ์ที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้เขาเข้าใจตัวเอง และเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมาค่ะ

3. แสดงความรักให้ลูกเห็นอยู่เสมอ

          ความรักคือสิ่งพื้นฐานที่ช่วยทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในตนเองได้อย่างง่าย ๆ แค่มอบความรักให้แก่กันและกันค่ะ เพียงคุณพ่อคุณแม่ให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่รักเขาในแบบที่เขาเป็น รักโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ไม่ว่าลูกจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดีหรือไม่ดี หรือ อาจทำเรื่องผิดพลาด พยายามทำให้ลูกรู้สึกว่ายังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้าง ๆ เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กรู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ เป็นที่ยอมรับ และรู้สึกมีค่าสำหรับพ่อแม่ เกิดเป็นความรู้สึกดีต่อตัวเอง รู้สึกมั่นใจในตัวเอง และพอใจตัวเองในแบบที่เป็น

4. สอนลูกให้คิดบวก

          ความมั่นใจในตัวเองเริ่มต้นได้จากความคิด หากคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี คิดว่าเราต้องทำได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยคุณพ่อคุณแม่พยายามส่งเสริมให้ลูกเชื่อในตัวเองพร้อมกับให้กำลังใจด้วยการแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของเขา ช่วยกระตุ้นความคิดในแง่บวกและสร้างความมั่นใจให้กับเขาว่า "ลูกทำได้" หรือ "ลูกทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว" ซึ่งเป็นคำพูดที่ช่วยยืนยันว่าเขาทำได้ดี ทำให้เด็กรู้สึกอยากที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการวิจารณ์หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ เพราะจะทำให้ลูกหมดกำลังใจและเสียความเชื่อมั่นในตนเองได้ค่ะ

5. ให้ลูกหัดทำอะไรด้วยตัวเอง

          คุณพ่อคุณแม่อาจหากิจกรรมให้เขาลองทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โดยสังเกตจากความชอบและความถนัดของลูก เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ยากเกินความสามารถในช่วงวัยของเขา ไม่ว่าจะเป็นการติดกระดุมเสื้อ การผูกเชือกรองเท้า หรือการทานข้าวเอง เมื่อเขาทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองได้อย่างง่าย ๆ ถึงแม้ว่าการฝึกหัดในช่วงแรก ๆ อาจใช้เวลามากหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมารับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอนค่ะ

6. ให้ลูกช่วยทำงานบ้าน

          ความมั่นใจในตัวเองของลูก จะถูกกระตุ้นและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเขารู้ว่ามีคนให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา โดยคุณพ่อคุณแม่อาจมอบหมายงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาทำ ซึ่งนับเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่เขาต้องทำให้ได้ ทั้งยังถือเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเด็กเอง ทำให้เขารู้สึกภูมิใจและอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เมื่อลูกทำสำเร็จก็ควรชื่นชมลูกตามเหมาะสม ไม่มากจนเกินไป จะช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าเขาเป็นคนดีมีคุณค่า รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง และอยากทำดีอีกต่อไป แต่หากลูกทำงานพลาด คุณพ่อคุณแม่ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักหาทางแก้ไขด้วยตัวเองดีกว่าการดุด่า ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองและเป็นการพัฒนาทักษะทางความคิดของลูกได้อย่างดีค่ะ

7. ให้ลูกเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง

          เมื่อลูกทำผิด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรพูดกับเขาด้วยเหตุผล และถามสาเหตุว่าทำไมจึงทำแบบนั้น พร้อมแนะนำให้เขารู้จักแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งจะช่วยให้เขาได้รับบทเรียนจากการกระทำในครั้งนี้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิลูกด้วยถ้อยคำรุนแรงและบ่อยครั้ง เพราะจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเอง กลายเป็นคนไม่มั่นใจ ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าได้

8. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก

          การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนเสมอ ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะสั่งสอนลูกมากมายขนาดไหน ก็ไม่เท่ากับการที่คุณปฏิบัติให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่าง เพราะเมื่อลูกเห็นในสิ่งที่คุณทำ เขาก็จะเกิดการเลียนแบบและอยากทำตาม ดังนั้นถ้าอยากให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเป็นตัวอย่างและเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับลูกด้วยนะคะ

          คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ว่าทุกคำพูด และทุกการกระทำในแต่ละวิธีเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเองของลูกที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ล้วนแต่เป็นแนวทางการสร้างคุณค่าในตนเองของลูกทั้งนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเอง ให้เขาได้มีโอกาสลองผิด ลองถูก โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำแนะนำ และให้กำลังใจอยู่เสมอ เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็จะเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีความมั่นใจในตนเอง และสามารถช่วยเหลือตัวเองในสังคมได้อย่างปกติสุขนั่นเองค่ะ

ข้อมูลจาก : momjunction.com, kidsplayandcreate.com, todaysparent.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/cute-baby-outfits/