Thursday, March 10, 2016

โอ๊ยมันเขี้ยว ยลโฉมนางเงือกน้อยที่น่ารักน่าชังที่สุดในโลก




        หลายคนอาจเคยเห็นนางเงือกในเวอร์ชั่นต่าง ๆ มาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือสาว ๆ ในชุดเงือก แต่บอกเลยว่าไม่ว่านางเงือกแบบไหนที่คุณเคยเห็นมา จะต้องยอมสิโรราบให้กับนางเงือกที่เรานำภาพมาให้ชมในวันนี้ เพราะน่ารักจนทำให้เกิดอาการอยากหม่ำแก้มเด็กขึ้นมาโดยพลันทีเดียวเชียว ขอบอกเลยว่า Damage แรงแซงทุกเงือก !!


          นี่คือนางเงือกน้อยวัยเพียง 6 เดือน ที่กำลังกวาดหัวใจชาวเน็ตจีนอยู่ในขณะนี้ และกำลังจะกวาดหัวใจชาวเน็ตไทยไปด้วยในอีกไม่ช้า ก็แหม่จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้ยังไง นอกจากใบหน้าที่น่ารักและหุ่นที่อ้วนตุ้ยแล้ว หนูน้อยยังมีลีลาการโพสท่าที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ


         แม้ว่าเธอจะกำลังเป็นลิตเติ้ลเมอร์เมดที่ถูกแชร์ภาพเกลื่อนโลกออนไลน์จีน แต่หนูน้อยคนนี้ไม่ใช่ชาวจีนนะ เธอเป็นเด็กหญิงชาวเวียดนามที่คุณพ่อคุณแม่จับแต่งตัว แล้วจัดการแชะภาพ ขณะหนูน้อยกำลังเล่นน้ำในสระว่ายน้ำกรุงโฮจิมินห์


          คุณพ่อคุณแม่ของหนูน้อยเผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง The Mermaid ผลงานผู้กำกับ สตีเฟ่น ชอว์ จากฮ่องกง และไม่น่าเชื่อเลยว่าตอนนี้ลูกสาวของพวกเขาจะโด่งดังพอ ๆ กับนางเงือกในหนังไปแล้ว



ภาพจาก shanghaiist.com
http://baby.kapook.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81-143599.html

Monday, March 7, 2016

6 สารพิษ ภัยแฝงทำร้ายสุขภาพลูก




ภัยใกล้ตัวลูกที่ แฝงมากับอาหารบางอย่างคุณพ่อคุณแม่อาจจะคาดไม่ถึง หากสะสมมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพลูก วันนี้กระปุกดอทคอมมีเกร็ดความรู้จากนิตยสาร Mother & Care เรื่องภัยแฝงในอาหาร พร้อมเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพสำหรับลูกน้อย มาฝากกัน อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถนำเคล็ดลับที่เรานำมาฝากไปปรับใช้ในชีวิตประจำ วันได้อีกด้วยค่ะ ^^

          นอกจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สารเคมีบางตัวก็อาจปนเปื้อนมากับสภาพแวดล้อมหรืออาหารที่เรากินอยู่ เมื่อร่างกายได้รับสารเคมี และมีการสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไป อาจส่งผลกระทบกับสุขภาพ มาทำความรู้จัก รู้ถึงภัยแฝง และวิธีป้องกันปัญหาสุขภาพลูกรักกันค่ะ

1. โซเดียม

          คือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ เรียกง่าย ๆ ว่า เกลือแกงนี่แหละค่ะ เราพบในรูปแบบของวัตถุดิบในการปรุงรส ที่จริงเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ในครัว เช่น ซอสปรุงรสอย่างซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว น้ำปลา ผงชูรส ซอสหอยนางรม ผงปรุงรส รวมไปถึงขนมขบเคี้ยว กรุบกรอบ อาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ น้ำสีและเครื่องดื่ม ล้วนมีโซเดียมเป็นส่วนผสมประกอบอยู่

          ภัยแฝง : ร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับเกลือแร่ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมของเหลวในร่างกายให้สมดุล รักษาระดับความดันโลหิตในร่างกายให้ปกติ และช่วยในเรื่องระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แต่หากได้รับเกินความจำเป็น ปัญหาที่จะติดตามมาก็คือ ความดันโลหิต โรคไต เป็นต้น

Healthy for You

          การ กินแต่พอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป คำนึงถึงวัย และสภาพร่างกาย พร้อมกับหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยได้ง่าย ๆ

2. บอแรกซ์

          เรียกแบบบ้าน ๆ ก็คือ น้ำประสานทอง หรือผงกันบูด เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำแก้วเพื่อให้ทนความร้อน เป็นสารที่ใช้ประสานในการเชื่อมทอง หรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในแป้งทาตัว เป็นต้น แต่กลับมีการนำมาผสมในอาหาร เพื่อให้อาหารมีความยืดหยุ่น กรอบ คงตัวได้นาน ไม่บูดเสียได้ง่าย และอาหารที่พบว่ามีสารบอแรกซ์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ (หมูสด หมูบด เนื้อสด) ลูกชิ้น ทอดมัน ไส้กรอก ผลไม้ดอง ทับทิมกรอบ ลอดช่อง เป็นต้น

         
ภัยแฝง :
ผลกระทบที่เกิดจากการได้รับสารปนเปื้อนคือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย อุจจาระร่วง ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังอักเสบ ผมร่วง

Healthy for You

          ก่อน เลือกซื้อเนื้อสัตว์ให้เลือกจากร้านที่ถูกสุขลักษณะ หรือไม่ซื้อหมูบดสำเร็จรูป ควรซื้อเป็นชิ้นแล้วนำมาบดหรือสับเอง เลี่ยงอาหารที่มีลักษณะกรอบเด้งหรืออยู่ได้นาน ๆ

3. สไตรีน


          ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ที่บรรจุบะหมี่) หรือการใช้กล่องโฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร โดยเฉพาะอาหารทอดด้วยน้ำมัน เช่น ไข่ดาว ผัดซีอิ๊ว เป็นต้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีนั้น เมื่อกล่องโฟมหลอมละลาย หรือถ้วยสัมผัสกับความร้อน อาจเกิดการละลายแปลงเป็นสารก่อมะเร็งปนเปื้อนในอาหาร

          ภัยแฝง : สไตรีนจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่างคือ ไขมันในอาหาร ระยะเวลา และอุณหภูมิระหว่างการสัมผัสของอาหารกับภาชนะ ซึ่งอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้มีการละลายออกมาของสไตรีนมากกว่าอาหารที่ไม่ มีไขมันเป็นส่วนประกอบ

Healthy for You

          ใช้ถุงร้อนหรือรอให้อาหารเย็นก่อนบรรจุในกล่องโฟม หรือมีกล่องใส่อาหาร ปิ่นโตสักใบเพื่อรองรับอาหารของคุณ ก็น่าจะช่วยลดปริมาณขยะ และมีสุขภาพที่ปลอดโรคเพิ่มขึ้นค่ะ

4. ตะกั่ว

          กลุ่ม คนที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคพิษตะกั่ว ได้แก่ คนงานที่ทำเหมืองตะกั่ว โรงงานผลิตแบตเตอรี่ โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ โรงงานผลิตสี โรงงานผลิตสารพิษกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มของเด็กนั้นการได้รับสารตะกั่วมาจากการหยิบสิ่งของเข้าปาก การกินอาหาร เช่น น้ำดื่ม และการหายใจเอาสารตะกั่วเข้าไป

          ภัยแฝง : โอกาสที่จะได้รับมาจากการสูดดมท่อไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง นอกจากนี้เป็นอาหารและน้ำที่มีการเจือปนตะกั่ว และผลที่เกิดขึ้นคือ ระบบทางเดินอาหาร เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด เช่น มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจส่งผลในเรื่องระบบประสาท หรือทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นลง ทำให้เป็นโรคเลือดจาง เป็นอันตรายต่อระบบประสาท ไต ตับ และหัวใจ

Healthy for You

          ตะกั่ว แม้จะไม่ได้อยู่ในส่วนของวิถีชีวิตมากเหมือนสารเคมีตัวอื่น ๆ แต่ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางปากผ่านการกินอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อนตะกั่ว โดยเฉพาะทางการหายใจฝุ่นละออง ไอเสียรถยนต์ ดังนั้น การมีผ้าปิดจมูก หรือเลี่ยงสถานที่ที่มีมลพิษน่าจะเป็นทางออกของปัญหานี้

5. สารหนู

          เป็นโลหะหนักที่มาจากการใช้ปุ๋ย การใช้ยาฆ่าแมลงในการเกษตร (พืช ผัก ผลไม้) น้ำดื่ม เครื่องสำอาง และยาแผนโบราณบางชนิดที่มีสารปรอทเป็นส่วนผสม อุตสาหกรรมฟอกหนัง และโรงงานถลุงเหล็ก เป็นต้น

          ภัยแฝง : เมื่อร่างกายได้รับสารหนูทางการหายใจหรือการกินอาหารที่ปนเปื้อน สารหนูจะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เลือด ปัสสาวะ เส้นผม และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในปริมาณแตกต่างกันไป และแสดงอาการได้หลายระบบ เช่น ผิวหนังเกิดการระคายเคือง ตาแดง ตาอักเสบ ทำให้หลอดลมเกิดการอักเสบ มีอาการอาเจียน ท้องเดิน ปวดหลัง เป็นต้น

Healthy for You

          หาก เป็นอาหาร เช่น พืช ผัก ผลไม้ ก็เน้นการทำความสะอาดก่อนปรุง โดยเฉพาะการใช้ยา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของคุณหมอดีกว่า ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะการกินยาที่มีสารหนูหรือปรอทปนเปื้อนในปริมาณที่สูงเกินค่าที่กำหนด จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ ป้องกันไว้ก่อนเป็นวิธีที่น่าลองที่สุดค่ะ

6. สารปรอท

          เป็นสารที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำและดินเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาขยะ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตามบ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารปรอทเป็นวัตถุดิบ เช่น โรงงานผลิตเยื่อกระดาษ โรงงานผลิตพลาสติก โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน นอกจากนี้ยังพบสารปรอทในเครื่องสำอางและอาหาร เช่น น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนสารปรอท

          ภัยแฝง : เมื่อสารปรอทเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะทางใดก็ตาม ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น เช่น ผ่านการหายใจ สูดดม หรือกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสารปรอท อาจทำให้เกิดอันตรายกับระบบทางเดินหายใจ ระบบการย่อยได้ หากสัมผัสทางผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองสัมผัสทางผิวหนัง

Healthy for You

          ควรเลี่ยงการเข้าใกล้สถานที่ที่มีการเผาไหม้ของขยะหรือเชื้อเพลิงต่าง ๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล ควรล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนนำมาปรุงอาหาร และไม่กินอาหารทะเลที่ปรุงไม่สุก การเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมหรือผลิตจากธรรมชาติ แทนการใช้เครื่องสำอางที่เป็นสารเคมีก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ค่ะ

          ในประเทศญี่ปุ่นเกิดกรณีของ โรคมินามาตะ ขึ้น เกิดจากปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสารปรอทเจือปนอยู่ลงในอ่าวมีนา ตะ ทำให้มีสารปรอทสะสมอยู่ในปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้นำปลาและสัตว์ทะเลมากิน ทำให้ประชาชนในบริเวณอ่าวมินามาตะกว่า 2,000 คน มีอาการปวดท้อง ท้องร่วงไม่สามารถควบคุมการทรงตัว การทำงานของกล้ามเนื้อ ประสาทตา และหูเสื่อม ความจำเสื่อม บางรายมีอาการชัก

          นอกจากนี้ยังมีผลต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ หากคุณแม่กินอาหารทะเลที่ปนเปื้อนสารปรอทเข้าไปแล้ว สารปรอทจะผ่านไปทางรกเข้าสู่สมองเด็ก ทำให้เด็กที่เกิดมามีอาการพิการทางสมองตั้งแต่เกิด หรือมีปัญหาด้านสติปัญญา
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Mother & Care
Vol.12 No.133 มกราคม 2559
http://baby.kapook.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/529173024943842485/

Tuesday, March 1, 2016

วิธีรับมือ...เมื่อลูกเลือกกินและไม่ชอบออกกำลังกาย




การดูแลสุขภาพเด็กให้ มีร่างกายที่แข็งแรงพร้อมเผชิญกับโรคภัย และการกินอาหารที่มีประโยชน์ทำได้ไม่ยากค่ะ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเคล็ดลับดี ๆ จากนิตยสาร รักลูก พร้อมแนะนำเมนูอาหารแบบง่าย ๆ มาฝากกันด้วยค่ะ ^^

          คงไม่มีอะไรจะชื่นใจคุณพ่อคุณแม่มากไปกว่าการที่ลูกเป็นเด็กแข็งแรง สุขภาพดี และกินอาหารได้ครบทุกหมู่ ในทางตรงกันข้าม หากลูกเป็นเด็กที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือเล่นกลางแจ้ง แถมยังเลือกกิน คุณพ่อคุณแม่ก็คงกลุ้มใจ เพราะกลัวร่างกายลูกไม่แข็งแรง

          อย่างนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องมีวิธีรับมือครับ นอกจากจะพิถีพิถันเลือกอาหารที่มีประโยชน์ครบคุณค่า และต้องให้ลูกกินอร่อยด้วยแล้ว การสร้างบรรยากาศในการกินก็สำคัญ


         เวลาอาหารของครอบครัว การกินข้าวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก จะทำให้ลูกเพลิดเพลินและอร่อยกับการกินอาหารมากกว่ากินเพียงลำพัง หรือแยกกินระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ บางมื้ออาจเตรียมอาหารที่สามารถกินเหมือนกันได้ทั้งครอบครัว แต่ต่างกันที่รสชาติ ลูกก็จะรู้สึกดีที่ได้กินอาหารเหมือนผู้ใหญ่

         อาหารเช้าสำคัญ
มื้อเช้าเป็นมื้อที่เร่งรีบของวัน แต่กลับเป็นมื้อที่ต้องใส่ใจและขาดไม่ได้ เพราะมื้อเช้าคือขุมพลังสำคัญในการเริ่มต้นวันของลูก อาจมีเมนูสลับสับเปลี่ยนเพื่อให้ลูกไม่เบื่อ หรือมีทางเลือกให้ลูกบ้าง เช่น จะกินข้าวต้ม หรือดื่มนมกับแซนด์วิช

         ให้ลูกมีส่วนร่วม
เสนอเมนูที่เขาอยากกิน ถามความเห็นลูกว่ามื้อเย็นนี้บ้านเราจะกินอะไรกันดี หรือให้ลูกได้มีส่วนร่วมกันในการทำอาหารที่เขาเสนอ เช่น ช่วยหยิบของจากตู้เย็น ช่วยจัดจาน จะทำให้ลูกกระตือรือร้นกับมื้ออาหารมากขึ้น

         ฟาสต์ฟู้ดบ้าง
แต่ ต้องครบคุณค่า บางครั้งลูกก็อยากกินอาหารฟาสต์ฟู้ด คุณแม่สามารถสร้างสรรค์ฟาสต์ฟู้ดโฮมเมดที่ได้คุณค่าครบครันให้ลูกเองได้ที่ บ้าน ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ทำง่าย รวดเร็ว สดใหม่ ไม่ใส่ผงชูรสให้ลูกได้รสอร่อยและไม่รู้สึกจำเจ

อาหารช่วยลูกร่างกายแข็งแรง


          
โปรตีนจาก เนื้อ นม ไข่
ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ

          
ผัก-ผลไม้วิตามินซีสูง
ช่วยการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยรักษาหลอดเลือดฝอย กระดูก และฟันให้แข็งแรง

          
แคลเซียมจากนมและอาหารทะเล
ช่วยเสริมสร้างกระดูก ฟันของลูกให้แข็งแรง

          
ธาตุเหล็กจาก ตับ ถั่ว เนื้อแดง
ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด

          
ไขมันดีโอเมก้า 3 จากปลาทะเล อะโวคาโด มีประโยชน์กับร่างกายและเสริมสร้างสมองลูก

           นอกจากต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินแล้ว การให้ลูกออกกำลังกายก็เป็นเรื่องสำคัญ หากลูกไม่ชอบออกกำลังกาย ก็ควรให้ลูกได้ออกแรงได้เล่นกลางแจ้งบ้าง พาลูกไปเที่ยว ไปเดินในที่ธรรมชาติ สวนสาธารณะ ไปสนามเด็กเล่น การให้ลูกได้เล่นซน ก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งครับ นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อแขนขา การเต้นของหัวใจ และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลูกแข็งแรงแล้ว สารอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมาเวลาออกกำลังกาย ยังช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉง ให้ลูกเป็นเด็กที่สดใสแข็งแรงพร้อมทั้งกายใจครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
รักลูก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 395 ธันวาคม 2558
http://baby.kapook.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/jamelimar86/kids/

Saturday, February 27, 2016

ภูมิแพ้อากาศ ป้องกันและดูแลลูกอย่างไรดี ?




      ภูมิแพ้ในเด็กป้องกัน อย่างไรให้ลูกน้อยห่างไกลจากโรคยอดฮิต วันนี้กระปุกดอทคอมมีเกร็ดน่ารู้และวิธีป้องกันจากนิตยสาร MODERNMOM มาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ ส่วนสาเหตุของโรคภูมิแพ้นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้อากาศ เรารวบรวมคำตอบและวิธีป้องกันมาฝากคุณพ่อคุณแม่กันแล้วค่ะ

          ความชุกของโรคภูมิแพ้นั้นมีเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเทศทั่วโลก และในประเทศไทยที่เคยมีการศึกษากันมา พบว่าโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ พบได้บ่อยที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 50 ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่จนเป็นปัญหาต่อกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากมีผลกระทบกับการนอน ทำให้มีปัญหาการเจ็บป่วย รู้สึกรำคาญ และทำให้ขาดเรียนหรือขาดงานได้บ่อย จึงทำให้มีคุณภาพชีวิตลดลง

          ผู้ที่เป็นเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มักมีปัญหาที่พบร่วมด้วย ได้แก่ คออักเสบ ไซนัสอักเสบ โรคหอบหืด แก้วหูอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ ปัญหาเรื่องการพูด การนอนกรนเสียงดัง เนื่องจากมีการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้มีการหายใจทางปากเกือบตลอดเวลา จนทำให้เกิดความผิดปกติของโครงหน้าและการสบของฟัน โดยเฉพาะถ้าเริ่มมีอาการในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ

          สาเหตุของโรคภูมิแพ้นั้นเกิดจากเรื่องของพันธุกรรมและการได้รับสารก่อภูมิแพ้ กระตุ้นให้เกิดโรค ในประเทศไทยสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย ๆ คือไรฝุ่น ซากแมลงสาบ รังแคแมว สุนัข ละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้า เชื้อรา เป็นต้น อายุที่เริ่มมีอาการแพ้อากาศมักพบในเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบขึ้นไป โดยมีอาการจาม คันจมูก คันตา น้ำมูกไหลใส ๆ คัดจมูกจนต้องอ้าปากหายใจ เลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ เป็นต้น ความแตกต่างของอาการภูมิแพ้กับการติดเชื้อนั้นต่างกันตามตาราง ดังนี้

          การดูแลเมื่อลูกเป็นภูมิแพ้อากาศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กไปสัมผัสกับสาร ก่อภูมิแพ้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการถูกกระตุ้นและทำให้พัฒนาไปเป็นโรคหอบหืดและภูมิ แพ้อื่น ๆ สำหรับคำแนะนำโดยทั่วไปให้ปฏิบัติดังนี้ คือ

1. ป้องกันการสัมผัสกับไรฝุ่น

          การ ลดการสัมผัสกับตัวไรฝุ่นจะทำให้มีการถูกกระตุ้นได้น้อยลง แต่บางพื้นที่ที่มีปริมาณตัวไรอยู่เป็นจำนวนมาก อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการป้องกัน วิธีการลดการสัมผัส คือ

         ทำความสะอาดเครื่องนอนทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 55-60 องศาเซลเซียส

         ใช้ปลอกหมอนและปลอกที่นอนแบบป้องกันไรฝุ่น

         ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดแบบสุญญากาศที่มีระบบกรองแบบ High-efficiency Particulate Air (HEPA)

         การใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกันสามารถลดการสัมผัสตัวไรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่แพ้ตัวไร

2. ป้องกันการสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง

          ดีที่สุดในการลดการสัมผัสก็คือ การนำสุนัขหรือแมวออกไปไว้ที่อื่น ถ้าไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงออกไปได้ อาจลดการสัมผัสได้โดย

         ไม่ควรนำมาไว้ในห้องนอน

         อาบน้ำให้อย่างน้อยทุกอาทิตย์

         ควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีระบบ HEPA

         จัดให้มีการระบายอากาศที่ดี

         ควรใช้ปลอกหมอนและปลอกที่นอนที่ผิวผ้ามีขนาดรูเล็กกว่า 6 ไมครอน

3. ป้องกันการสัมผัสกับซากแมลงสาบ

          ลดการสัมผัสกับซากแมลงสาบทำให้ลดการกระตุ้นให้เกิดการแพ้โดยมีวิธีการดังนี้ คือ

         ปรับสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของแมลงสาบ เช่น เศษอาหาร ความชื้น

         การใช้แผ่นดักจับแมลงสาบในการเฝ้าระวังปริมาณแมลงสาบ

         การใช้ยาฆ่าแมลง เช่น imidacloprid ควรใช้อย่างระมัดระวัง และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

         กรดบอริกเป็นยาฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามแมลงสาบที่รอดชีวิตจากการสัมผัสกับกรดบอริกอาจทำให้เกิดสาร ก่อภูมิแพ้ได้มากขึ้น

         อุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนกับแมลงสาบควรกำจัดออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสของผู้อยู่อาศัยในบ้าน

          การใช้วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ร่วมกัน น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันและกำจัดแมลงสาบ

4. ป้องกันการสัมผัสกับควันบุหรี่

          หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ในขณะตั้งครรภ์ และหลังคลอด

          ไม่ควรให้เด็กได้สัมผัสกับควันบุหรี่ เนื่องจากมีหลักฐานจากการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า


         มารดาที่สูบบุหรี่ในขณะตั้งครรภ์มีผลต่อการพัฒนาปอดของทารก

         เด็กเล็ก ๆ ที่มีอาการหลอดลมตีบเมื่อป่วย มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ในพ่อแม่

         การได้สัมผัสกับสารระคายเคืองในบ้าน ทำให้เด็กมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้

          การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือทุกวันก่อนอาบน้ำตอนเย็น จะช่วยให้กำจัดสารก่อภูมิแพ้ในจมูออกได้บ้าง


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
MODERNMOM
Vol.21 No.242 ธันวาคม 2558
http://baby.kapook.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/368802656961211914/