Wednesday, August 24, 2016

13 สรรพคุณ...ประโยชน์ของต้นหอม มิตรแท้ของสุขภาพดี




ผักอีกชนิดหนึ่งที่เราทุกคนต้องคุ้นเคยและรู้จักกันดี นั่นคือ "ต้นหอม" (Green Shallot) และ บางครั้งก็มักมาคู่กับผักชี ในเรื่องของรูปร่างลักษณะของต้นหอมนั้นไม่ต้อง พูดอะไรมาก เพราะอย่างที่บอกไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ต้องรู้จักและเห็นกันจนชินตา ตื่นเช้ามาเนี่ยก็เจอแล้ว อาจเห็นอยู่ในถ้วยโจ๊กหรือข้าวต้ม ตอนเที่ยงกินข้าวหมูแดงหรือข้าวผัดก็เจออีก ตกเย็นแวะกินก๋วยเตี๋ยวก็ตามมาให้เห็นจนได้ แต่เอ๊ะ ! รู้สึกจะมีบางคนแอบเขี่ยมันทิ้งไปซะแล้ว เห็นทีจะต้องนำเอาสรรพคุณและประโยชน์ของต้นหอมมาเชิญชวนให้ทานกันซะแล้วสิ!!


ต้นหอม....คู่ผักชี สรรพคุณทางยา มีคุณค่าทางโภชนาการ 
 
เราขอเตือนว่าอย่าทำแบบนั้นเลย เพราะ "ต้นหอม" ไม่ได้ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเพื่อความหอมหรือสวยงามเท่านั้น แต่ต้นหอมยังมีประโยชน์มากกว่า นั้น ทราบไหมว่าต้มหอม 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลายและในปริมาณสูง ให้พลังงานถึง 32 กิโลแคลอรี มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน เส้นใยอาหาร โซเดียม โพแทสเซียม วิตามินซี วิตามินเอ ฟอสฟอรัส เหล็ก แคลเซียม น้ำตาล เป็นต้น

นอกจาก นี้ต้นหอมยังมีสารเคมีที่มีความสำคัญต่อร่างกายอีกกว่า 10 ชนิด เช่น เคอร์ซิติน ฟลาโวนอยด์ เบต้าแคโรทีน เควซีทีน สเปริโอไซด์ ฯลฯ โดยสารอาหารที่มีอยู่ในต้นหอมเหล่านี้ต่างมีสรรพคุณทางยามาก มาย ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ มีน้ำมันหอมระเหยช่วยบรรเทาอาการหวัด ต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้พร้อมสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะกระดูกพรุน ป้องกันภาวะโลหิตจาง บำรุงสายตาและผิวพรรณ ช่วยลดคอเลสเตอรอล และควบคุมความดันโลหิตสูง

เห็นประโยชน์และสรรพคุณของต้นหอมที่ เกริ่นมาในข้างต้นแล้ว น่าจะพอทำให้หลายคนเริ่มลังเลว่า คราวหน้าถ้าต้องพบกับต้นหอมยังจะเขี่ยมันทิ้งอีกหรือเปล่า เชื่อเถอะถ้าได้ติดตามอ่านไปจนถึงตอนจบ หลายคนจะต้องเลิกลังเลใจอย่างแน่นอน


13 สรรพคุณของต้นหอม ประโยชน์ในการรักษาโรค 

1. ประโยชน์ของต้นหอมแก้อาการท้องผูก การกินต้นหอมเป็นประจำจะช่วยในเรื่องของระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติ ท้องไม่ผูกง่าย นั่นเป็นเพราะต้นหอมมีเส้นใยอาหารอยู่มาก

2. ต้นหอมช่วยแก้หวัดได้ ต้นหอมเป็นผักที่มีน้ำมันหอมระเหยจึงช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก แก้หวัด น้ำมูกไหล และแก้ไข้ ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น

3. ต้นหอมมีสรรพคุณป้องกันโลหิตจาง ในต้นหอม 100 กรัม มีธาตุเหล็กสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ต้นหอมช่วยป้องกันกระดูกพรุน ในต้นหอม 100 กรัม ยังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูก ลดความเสี่ยงการเกิดภาวะกระดูกพรุน ไม่ทำให้กระดูกหักง่ายจากอุบัติเหตุ

5. ต้นหอมมีสรรพคุณลดไขมันในเลือดได้ สารฟลาโวนอยด์ในต้นหอมมีประสิทธิภาพช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันไขมันสะสมตามหลอดเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน

6. ประโยชน์ของต้นหอม ทานประจำป้องกันมะเร็งได้ สารฟลาโวนอยด์และสารเคอร์ซิตินในต้นหอมยังมีส่วนสำคัญในการช่วยยับยั้งการ เกิดโรคมะเร็ง และมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย

7. ต้นหอมมีสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านอนุมูลอิสระในต้นหอมที่มีเยอะ สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง

8. ต้นหอมมีวิตามินเอ ที่ช่วยดูแลสายตา ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และช่วยบำรุงสมองด้วย

9. สรรพคุณของต้นหอมช่วยแก้ดูแลระบบทางเดินอาหาร ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จากอาหารไม่ย่อย

10. ต้นหอมแก้แพ้ ลดการอักเสบได้ โดยนำต้นหอมมาตำแล้วใช้พอกช่วยแก้อาการแพ้จากแมลงสัตว์กัดตอย แก้อาการอักเสบบวมแดง ฟกช้ำจากการหกล้มหรือถูกตี

11. ต้นหอมมีสรรพคุณช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล

12. ต้นหอมมีประโยชน์ต่อคุณแม่ให้นมบุตร ต้นหอมถูกใช้เป็นผักสำหรับช่วยเพิ่มน้ำนมในคุณแม่แรกคลอดที่ต้องให้นมลูก ทำให้มีน้ำนมไหลมากขึ้น

13. ต้นหอมช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

แทบไม่น่าเชื่อว่าต้นหอมจะมีทั้งประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่ มากพอๆ กับผักชนิดอื่น ทั้งที่เป็นเพียงผักที่ใช้ตกแต่งอาหารหรือเอาไว้ใช้เป็นผักเพื่อกินเคียงกับ อาหารหลักอื่นๆ เท่านั้น ทีนี้คงไม่มีใครลังเลที่จะกินต้นหอมกันอีกแล้วละนะ แถมยังอาจจะอยากลองปลูกกินเองด้วยซ้ำ เพราะต้นหอมนั้นปลูกง่ายมาก เพียงเตรียมดินใส่กระถาง นำหอมแดงที่มีรากติดอยู่ปักลงไปในดิน ให้เหลือส่วนหัวของหอมแดงขึ้นมานิดหน่อย หมั่นรดน้ำทุกวัน แล้วหอมแดงก็จะค่อยๆ แตกใบ รอจนกระทั่งเห็นว่าโตกินได้แล้ว เราก็นำมาใช้ประกอบอาหารได้เลย
จากทั้ง 13 สรรพคุณและประโยชน์ของต้นหอม กล่าวได้ว่า..."ต้นหอม" เปรียบได้กับมิตรที่ดีต่อสุขภาพ และเราสามารถพบกันอยู่ทุกวัน หากมื้อต่อไปต้องเจอผักชนิดนี้ก็ลองเข้าไปทักทายกันสักหน่อย เพราะเราจะได้รับสุขภาพที่แข็งแรงกลับมาแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณแหล่งที่มาและภาพจาก
http://sukkaphap-d.com/13-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89/

Monday, August 22, 2016

ผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เลือกหรือเลี่ยง กินได้มาก-น้อยแค่ไหน ต้องรู้ !




ผลไม้สำหรับคนเป็นเบาหวานมีอะไรบ้าง แค่เลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถอิ่มอร่อย พร้อมประโยชน์ แบบไม่ต้องกลัวน้ำตาลขึ้น

          การ เลือกทานอาหารถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องทำอย่างเคร่งครัด เพราะถ้าหากเผลอรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเข้าไปก็ยิ่งจะส่งผลร้ายกับโรค เบาหวานที่เป็นอยู่ ซึ่งก็มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนไม่น้อยที่หลีกเลี่ยงการรับประทานแป้ง กับน้ำตาล และหันมารับประทานผลไม้ให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีน้ำตาลไม่สูง แต่นั่นก็ไม่ถูกต้องเสียทั้งหมดค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วผลไม้บางชนิดก็มีน้ำตาลสูงจนควรหลีกเลี่ยงเลยเชียวล่ะ แต่ว่าจะมีผลไม้ชนิดไหนบ้างที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทาน หรือรับประทานได้แต่ควรจำกัดปริมาณ เราตามไปดูกันเลยค่ะ

โซนสีแดง - ผลไม้ที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทาน

          ผลไม้ที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรรับประทานก็คือผลไม้ในกลุ่มที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่

          - ทุเรียน
          - ขนุน
          - น้อยหน่า
          - มะขามหวาน
          - ละมุด
          - มะม่วงสุก
          - ลำไย


          นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงผลไม้แปรรูปทุกชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อบแห้ง ผลไม้เชื่อม ผลไม้กวน และผลไม้กระป๋อง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพลับ ลูกพรุน อินทผลัมตากแห้ง เพราะผลไม้เหล่านี้มีการใช้น้ำตาลเป็นจำนวนมากในการแปรรูป

          โซนสีเหลือง - ผลไม้ที่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานได้ แต่ควรจำกัดปริมาณ

          ผลไม้ในกลุ่มนี้เป็นผลไม้ในกลุ่มที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง แต่ผู้ป่วยเบาหวานก็ยังสามารถรับประทานได้ เพียงแต่ต้องจำกัดปริมาณการรับประทานต่อวันค่ะ เช่น

- ลองกอง และองุ่น รับประทานได้ไม่เกินมื้อละ 5-8 ผล

- ส้ม ชมพู่ และกล้วย รับประทานได้ไม่เกินมื้อละ 1-2 ผล

- มะม่วงดิบ ฝรั่ง รับประทานได้ไม่เกินมื้อละ 1/2 ผล

- มะละกอ สับปะรด และแตงโม รับประทานได้ไม่เกินมื้อละ 6-8 ชิ้นคำ

โซนสีเขียว - ผลไม้ที่ป่วยเบาหวานรับประทานได้ และควรรับประทาน

          ผลไม้ที่ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้และควรรับประทานอย่างยิ่งก็คือผลไม้ใน กลุ่มที่มีรสชาติไม่หวานมากและมีไฟเบอร์สูง เพราะไฟเบอร์ที่ได้จากผลไม้จะไปช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลของร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูง อีกทั้งบรรดาไฟเบอร์ในผลไม้เหล่านี้ยังช่วยให้อิ่มไวอีกด้วย ซึ่งผลไม้ที่ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้มีดังนี้ค่ะ

- แอปเปิล

          แอปเปิลเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงมาก อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่รสชาติไม่หวานจนเกินไป แถมคุณประโยชน์ในแอปเปิลก็ยังมีมากมาย ไม่ว่าจะช่วยในการลดน้ำหนัก เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ขณะที่ไฟเบอร์ในแอปเปิลก็ยังช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย ซึ่งถ้าอยากให้ดีกับสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานมากขึ้น ก็ควรเลือกรับประทานแอปเปิลเขียว เพราะแอปเปิลเขียวจะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิลสีอื่น ๆ ค่ะ

- แก้วมังกร

          ถือเป็นมิตรรักผู้ป่วยเบาหวานเลยก็ว่าได้ เพราะแก้วมังกรก็เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีไฟเบอร์สูง อีกทั้งยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนี้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรียังพบด้วยว่า เมือกของแก้วมังกรมีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำตาลที่อยู่ในเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง แต่ก็ต้องระมัดระวังด้วยนะคะ เพราะถ้ารับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตราย

- มะเฟือง

          แม้ว่ามะเฟืองจะเป็นผลไม้ที่ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มะเฟืองเป็นผลไม้อีกชนิดที่สามารถรับประทานได้ค่ะ เพราะมะเฟืองมีไฟเบอร์สูง และมีค่าดัชนีน้ำตาลไม่สูงมากนัก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ทั้งนี้ก็ควรรับประทานแต่พอดี เพราะรับประทานมากไปอาจส่งผลกระทบไปถึงไตค่ะ

          ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถดื่มน้ำผลไม้ได้ แต่ก็ไม่ควรเกินวันละ 600 มิลลิลิตรต่อวัน อีกทั้งยังไม่ควรรับประทานบ่อยเกินไป เนื่องจากน้ำผลไม้ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด มีปริมาณน้ำตาลสูง อีกทั้งยังมีไฟเบอร์น้อย ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลในผลไม้ไปใช้ได้เร็วกว่า ทำให้โอกาสที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า ฉะนั้นทางที่ดีควรรับประทานผลไม้สดดีกว่านะคะ

          ได้พอทราบกันไปแล้วว่ามีผลไม้ชนิดใดบางที่ควรลด ละ เลิก เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จากนี้ไปก็คงจะเลือกรับประทานกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกันมากขึ้น แต่ถ้าอยากทราบกันให้ลึก ๆ กันไปเลยว่าผลไม้แต่ละชนิดมีปริมาณน้ำตาลเท่าไร ก็ลองดูตามไปดูที่ น้ำตาลจากผลไม้อ้วนหรือไม่ ส่องปริมาณความหวานในผลไม้ไทย จะได้เลือกผลไม้ได้ตรงใจและดีกับระดับน้ำตาลในเลือดด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน
สสส
http://health.kapook.com/view155118.html
เครดิตภาพ  http://www.lovethispic.com/tag/pineapple

Saturday, August 20, 2016

ผักชี สรรพคุณขึ้นชื่อ ความดีเลื่องลือถึงต่างชาติ




ผักชี สรรพคุณดียังไง ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฮิตกินผักชีหนักมาก มาทำความรู้จักประโยชน์ของผักชี ผักดี ๆ ใกล้ตัวเรากันค่ะ

          กลิ่น และสีของผักชีมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และค่อนข้างแรงจนหลายคนอาจรู้สึกยี้ผักชนิดนี้เข้าอย่างจัง ทั้ง ๆ ที่สรรพคุณของผักชีเรียกได้ว่าดีตั้งแต่รากยันใบ ดังนั้นต่อไปหากเจอผักชีอยู่ในจานอาหารก็อย่าเพิ่งเขี่ยทิ้งนะคะ เพราะขนาดคนญี่ปุ่นยังฮิตกินผักชีจนเกิดกระแสผักชีฟีเวอร์ แล้วบ้านเราซึ่งหากินผักชีได้ง่ายมาก ๆ เจอแทบจะทุกเมนูแบบนี้ จะพลาดผักชีให้อายคนญี่ปุ่นไปทำไมกันล่ะเนอะ

ผักชี สมุนไพรมีดีที่อยากให้รู้จัก

          ผักชี หรือภาษาอังกฤษว่า Coriander เป็นไม้ล้มลุกที่มีสีเขียวตลอดทั้งต้น ยกเว้นรากที่เป็นสีขาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย และเอเชียตะวันตก จึงพบผักชีได้ในประเทศอินเดีย โมร็อกโก ส่วนในไทยจะปลูกผักชีกันมากในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร

          ผัก สมุนไพรชนิดนี้คนไทยเราคุ้นกลิ่นและคุ้นเคยกันดีเพราะส่วนใหญ่มักจะนำผักชี มาเป็นผักโรยหน้าอาหาร บ้างก็นำรากผักชีหรือเมล็ดผักชีไปตำเป็นเครื่องปรุงส่งกลิ่นหอม ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของผักชีมีดีกว่ากลิ่นและสีสันเขียว ๆ อีกเยอะ จนฮิตฮอตไปไกลถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะความฮิตของผักชีที่ประเทศญี่ปุ่น

ผักชี สรรพคุณมีอะไรบ้าง

          ประโยชน์ของผักชีที่อยากให้รู้กันอย่างชัดเจน เราจะแยกเป็นสรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และประโยชน์ของผักชีตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

สรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญา

          ผักชีมีสรรพคุณดี ๆ แทบจะทุกส่วน เริ่มจากส่วนใบผักชี ลำต้น เมล็ดผักชี และราก ตามนี้

          - ใบผักชี ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้อาการวิงเวียนศีรษะ รักษาอาการอาหารเป็นพิษ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

          - เมล็ดผักชี แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก และผลผักชียังสามารถแก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย

          - ต้นสด มีรสเผ็ด ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะ และรักษาโรคริดสีดวงทวาร

          - รากผักชี ใช้เป็นน้ำกระสายยา ช่วยขับพิษไข้หัว ไข้อีดำอีแดง รักษาหิด และอีสุกอีใส

วิธีและปริมาณที่ใช้ผักชีเป็นยา

          ใช้ ต้นผักชีแห้ง 10-15 กรัม หรือต้นสด 60-150 กรัม มาต้มเอาน้ำมาดื่ม หรือคั้นน้ำผักชีมาดื่ม หากใช้ภายนอกให้เอาน้ำต้มผักชีมาชะล้าง หรือนำผักชีต้มมาตำและพอกให้ทั่ว หรือหากจะใช้เมล็ดผักชีแก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก ให้นำเมล็ดผักชีต้มน้ำ แล้วเอาน้ำผักชีมาบ้วนปากบ่อย ๆ

          ทั้งนี้เราสามารถรับประทานผักชีเพื่อบำรุงสุขภาพในขนาดที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นะคะ

ข้อควระวัง   

          สำหรับ คนที่มีประวัติแพ้พืชวงศ์ผักชี (Apiaceae) หรือแพ้คื่นช่าย ยี่หร่า เทียนข้าวเปลือก เทียนสัตตบุษย์ กระเทียม และหอมใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชี เพราะผักชีอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น เป็นผื่นแพ้ ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง เยื่อบุจมูกและตาอักเสบจากภูมิแพ้ รวมไปถึงอาการหลอดลมเกร็งตัวได้

          อย่างไรก็ตาม ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นฉุน จึงไม่ควรกินผักชีในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้มีกลิ่นตัวแรงขึ้น หรือหากกินผักชีในปริมาณมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการตาลาย ลืมง่ายขึ้นด้วย

ประโยชน์ของผักชีเชิงวิทยาศาสตร์

          ก่อนจะไปถึงสรรพคุณของผักชี เรามาดูคุณค่าทางโภชนาการของผักชีสดในปริมาณ 100 กรัมกันก่อนดีกว่า

ผักชีสด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

          - คาร์โบไฮเดรต 3.67 กรัม

          - น้ำตาล 0.87 กรัม

          - เส้นใย 2.8 กรัม

          - ไขมัน 0.52 กรัม

          - โปรตีน 2.13 กรัม

          - วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม

          - เบต้าแคโรทีน 3,930 ไมโครกรัม

          - ลูทีนและซีแซนทีน 865 ไมโครกรัม

          - วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม

          - วิตามินบี2 0.162 มิลลิกรัม

          - วิตามินบี3 1.114 มิลลิกรัม

          - วิตามินบี5 0.57 มิลลิกรัม

          - วิตามินบี6 0.149 มิลลิกรัม

          - วิตามินบี9 62 ไมโครกรัม

          - วิตามินซี 27 มิลลิกรัม

          - วิตามินอี 2.5 มิลลิกรัม

          - วิตามินเค 310 ไมโครกรัม

          - แคลเซียม 67 มิลลิกรัม

          - เหล็ก 1.77 มิลลิกรัม

          - แมกนีเซียม 26 มิลลิกรัม

          - แมงกานีส 0.426 มิลลิกรัม

          - ฟอสฟอรัส 48 มิลลิกรัม

          - โพแทสเซียม 521 มิลลิกรัม

          - โซเดียม 46 มิลลิกรัม

          - สังกะสี 0.5 มิลลิกรัม

          อย่าง ไรก็ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังระบุสรรพคุณของผักชีได้แค่ในหนูทดลอง แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาในคน ทว่าจากการศึกษาสรรพคุณของผักชีก็พบว่า ส่วนผลผักชี น้ำมันหอมระเหยจากผลผักชี ส่วนใบ และส่วนต้น มีประโยชน์ตามนี้

1. ต้านอนุมูลอิสระ แบคทีเรีย และเชื้อรา

          คนญี่ปุ่นฮิตกินผักชีตรงส่วนใบและส่วนต้นผักชีนี่ล่ะค่ะ ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่า ใบและต้นของผักชีประกอบไปด้วยสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี อันได้แก่ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) สารกลุ่มแลคโตน (lactones) สารกลุ่มฟีโนลิก สารกลุ่มแทนนิน และสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ นอกจากนี้ยังพบว่าใบผักชีและต้นผักชีอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ด้วยนะคะ

          ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายฉบับที่พบว่า ส่วนใบและลำต้นผักชีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง มีสรรพคุณต้านอาการชักและต้านการถูกทำลายของเซลล์สมอง ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และมีฤทธิ์ช่วยย่อยในระบบทางเดินอาหาร

2. กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้


          ผล แก่ของผักชีเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม สามารถนำไปประกอบในตัวยา ใช้แต่งกลิ่นอาหาร มีฤทธิ์กระตุ้นต่อมกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ขับน้ำดีและน้ำย่อยออกมามากขึ้น อีกทั้งในส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผลผักชีแก่ยังพบว่ามีสารยับยั้งการเจริญเติบ โตของเชื้อโรคได้

3. ลดน้ำตาลในเลือด

          ผลผักชีและสารสกัดจากผลผักชีมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และสามารถใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่าง glimepiride, glyburide, insulin, pioglitazone และ rosiglitazone เพื่อเสริมประสิทธิภาพตัวยามากขึ้นก็ได้ค่ะ

4. ลดความดันเลือด

          นอก จากผักชีจะมีสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผลและเมล็ดผักชียังพบว่า ส่วนของผักชีดังกล่าวมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตได้ และสามารถเสริมประสิทธิภาพให้ยาลดความดันโลหิต เช่น captopril, enalapril, losartan, valsartan, diltiazem, amlodipine, hydrochlorothiazide และ furosemide ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นด้วย

5. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งที่มาจากการบริโภคอาหารปิ้งย่าง

          ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Nutrition เผยว่า เครื่องเทศรสเผ็ดร้อนอย่างผักชีมีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มแอทเทอโร ไซคลิกเอมีน หรือ HCAs ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการประกอบอาหารประเภทปิ้งย่างได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Science ที่ได้ผลการศึกษาไปในทางเดียวกันด้วย

6. ต้านอาการอักเสบและบำรุงสายตา

          จะ เห็นได้ว่าผักชีสด 100 กรัมมีเบต้าแคโรทีนมากถึง 3,930 ไมโครกรัม ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด ซึ่งตรงกับการศึกษาของ Plant Foods for Human Nutrition ที่ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากของผักชีมีส่วนช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ในร่าง กายได้ พร้อมทั้งเบต้าแคโรทีนยังมีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของดวงตาได้ดีอีกด้วย

          สรรพคุณของผักชีมีดีขนาดนี้ก็เชื่อว่าหลายคนชักอยากจะปลูกผักชีกินเองที่ บ้านบ้างแล้วแน่ ๆ ถ้างั้นมาดูวิธีปลูกผักชีที่เรานำมาฝากกันได้เลย

เครดิตภาพ  http://health.kapook.com/view154743.html