Wednesday, August 10, 2016

5 สิ่งควรเลี่ยงเมื่อมีลูก พ่อแม่มือใหม่ป้ายแดงควรรู้ !





วิธีเลี้ยงลูก 5 สิ่งควรเลี่ยงเมื่อมีลูก พ่อแม่มือใหม่ป้ายแดงควรรู้ บอกเลยสิ่งเหล่านี้แหละที่คนเริ่มเป็นพ่อเป็นแม่คนชอบทำกัน รู้แล้วเลิกด่วน ๆ

           เรียก ได้ว่าการเริ่มต้นเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ มีอีกสมาชิกตัวน้อยเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย คือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะอะไรที่เคยทำจนชิน หรืออะไรที่ชอบทำเป็นประจำทุกวัน ก็จะไม่ได้ทำเพราะไม่มีเวลาไปโดยปริยาย จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่ใครหลายคนกลัวการมีลูก แต่ถ้าสักวันหนึ่งเริ่มเข้าสู่การเป็นพ่อคนแม่คนแล้ว กระปุกดอทคอมขอแนะนำว่า ควรเลี่ยง 5 สิ่งนี้ให้เด็ดขาดค่ะ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่มือใหม่ป้ายแดงมักทำกันประจำเลยก็ว่าได้

1.เข้านอนดึกดื่น

           ก็ รู้ว่าเวลามีลูกแล้วเวลาส่วนตัว หรือเวลาที่จะใช้ร่วมกันแบบสามีภรรยาจะหายไป ซึ่งหากคุณคิดว่าจะใช้เวลาตอนดึกดื่มยามลูกหลับแล้วมาใช้ชีวิตส่วนตัวบ้าง บอกเลยว่านี่คือสิ่งที่คุณไม่ควรทำอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะหากคุณนอนดึกแล้วต้องตื่นขึ้นมาตอนเขาร้องเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือต้องตื่นแต่เช้ามากด้วยเสียงลูกร้องละก็ งานนี้มีแต่ความหงุดหงิดแน่นอน หากต้องการมีเวลาส่วนตัวควรจ้างพี่เลี้ยงเด็กจะดีกว่านะคะ

2.ปลุกให้ลูกน้อยตื่น

           คุณ พ่อคุณแม่หลายคนอาจจะกลัวกับอาการ SIDS หรืออาการหลับไม่ตื่นในเด็กทารก จึงทำให้คุณต้องคอยปลุกให้เขาตื่นอยู่บ่อย ๆ ซึ่งนี่ก็เป้นสิ่งที่ควรเลี่ยงทำอีกเช่นกันค่ะ เพราะหากเขาตื่นขึ้นมาแล้ว คุณอาจจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับการต้องปลอบและฟังเสียงร้องไห้เป็นชั่วโมง ๆ นะ ทางที่ดีลองใช้วิธีการอื่นที่ไม่เป็นการรบกวนเขาดีกว่า เช่น สังเกตดูตรงหลังหรือท้องว่ายังขยับขึ้นลงไหม หรือให้เอานิ้วไปสัมผัสลมหายใจตรงจมูกก็ได้

3.ไม่แบ่งให้อีกฝ่ายช่วยเลี้ยงลูก

           คุณ พ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะคิดว่า อยากดูแลลูกคนเดียว เพื่อให้อีกฝ่ายเห็นว่าคุณทำได้ เพราะบางทีอีกฝ่ายอาจต้องออกไปทำงานเช้า จึงไม่อยากให้เขาต้องมาเหนื่อยดูแลลูกอีกคน แต่บอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรค่ะ เพราะหากคุณไม่ยอมแบ่งให้อีกฝ่ายเลี้ยงด้วย คุณจะต้องทำเองทั้งหมด ตั้งแต่เปลี่ยนผ้าอ้อม ล้างขวดนม ป้อนข้าว อาบน้ำ เช็ดทำความสะอาดอุจจาระ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้คุณเหนื่อยล้า แต่ก็ยังทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ได้ทำหน้าที่พ่อแม่ที่ดี ทางที่ดีควรแบ่งหน้าที่กันทำบ้างจะดีกว่าค่ะ

4.ไม่อุ้มลูก

           คุณ พ่อคุณแม่อาจจะเคยได้ยินหลายคนพูดว่า ไม่ควรอุ้มลูกบ่อยเกินไป เพราะเดี๋ยวเขาจะเคยตัวให้อุ้มจนไม่ได้วาง แต่บอกความจริงเลยว่า หากคุณต้องการจะอุ้มลูกน้อยของตัวเอง ก็อุ้มไปเลยค่ะไม่ต้องสนใจคำพูดใคร แถมยังเป็นเรื่องดีซะอีกที่ได้อยู่ใกล้ชิดกันแบบอบอุ่น ดีกว่ามานั่งเสียดายในวันที่เขาเติบโตจนอุ้มไม่ไหวแล้วนะคะ

5.กดดันตัวเอง

           แน่ นอนอยู่แล้วว่าการเป็นพ่อแม่คนครั้งแรก ก็เป็นเรื่องที่ยากและแสนจะวุ่นวาย แต่บอกเลยว่ามนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณของความเป็นพ่อเป็นแม่อยู่แล้ว คุณจะรู้จักลูกของคุณเองดีที่สุด หรือหากเขาไม่สบายตัวหรืออะไร คุณก็จะรู้สัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณ ฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเอง หรือคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องยาก เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณมีความสุข การเลี้ยงลูกจะทำให้คุณสนุก และก็ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของลูกด้วยนะคะ

           เห็นไหมล่ะว่าการเป็นพ่อเป็นแม่คน ไม่ใช่สิ่งที่น่าเครียดแต่อย่างใด แค่เปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองทำจนคุ้นเคยเป็นประจำบ้าง เพียงเท่านี้ก็จะทำให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องง่าย ๆ และสนุกด้วยนะ ^_^

http://baby.kapook.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88-153925.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/30540103697972395/

Wednesday, August 3, 2016

8 พัฒนาการแรก...เวลามหัศจรรย์วัยเบบี๋




        ขวบปีแรก เป็นช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ของวัยเบบี๋ค่ะ เพราะเจ้าตัวน้อยจะมีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหนูได้สัมผัสกับประสบการณ์ "แรก" ในหลาย ๆ ด้านที่สอดคล้องกับการเติบโตของตัวเอง ซึ่งสร้างความตื่นเต้นทั้งกับเจ้าหนูเองและเหล่าบรรดาพ่อแม่มือใหม่ไม่น้อย

รอยยิ้มแรก

        แม่ มือใหม่หลายคนออกอาการเป็นปลื้ม เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กวัยไม่กี่วันยิ้มแย้มให้ การยิ้มตอบทักทายของลูก แท้ที่จริงแล้วไม่ได้มาจากการที่ลูกจำคุณได้หรือกำลังอิ่มเอมเปรมปรีดิ์กับ สิ่งใด เพราะที่มาของรอยยิ้มนั้นเกิดจากการที่กล้ามเนื้อใบหน้าหดตัวหรือกล้ามเนื้อ กระตุกนั่นเอง

        ขณะ ที่ยิ้มแรกของลูกที่สื่อความหมายจริง ๆ จะเกิดขึ้นตอนอายุ 1-2 เดือน เมื่อลูกได้ยินเสียงที่คุ้นเคย พึงพอใจกับสิ่งใด กระทั่งกลิ่นนมของแม่ที่เจ้าตัวเล็กจำได้ก็เรียกรอยยิ้มได้เหมือนกันค่ะ

คว่ำได้หงายเอง

        แล้ว ก็ได้เวลาที่เจ้าตัวน้อยจะเห็นโลกในมุมที่ต่างไปจากเดิม หลังจากที่นอนหงาย สอดส่าย สายตาไปทางไหนก็มองเห็นแต่หลอดไฟ โมบายและเพดานห้องมากกว่า 4 เดือน เจ้าหนูเริ่มมีกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวที่แข็งแรงพอจะตะแคงตัว เคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้บ้างแล้ว หลังจากพยายามตะแคงตัวไปทางซ้าย ไปทางขวา ในที่สุดก็สามารถพลิกคว่ำได้สำเร็จ และเห็นโลกในมุมกลับ

คืบ เริ่มเคลื่อนไหว

        หลัง จากพลิกได้หงายสำเร็จแล้ว เป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวน้อยกำลังพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะลำตัว ท้องและหลัง รวมไปถึงแขนขาด้วย ลูกจึงมีการเคลื่อนไหวแขนขาอย่างอิสระ รวมถึงการคืบตัวไปข้างหน้าหรือถอยหลัง เป็นการส่งสัญญาณถึงพัฒนาการที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นในวัย 5 เดือน

คลานอย่างอิสระ

        เจ้า ตัวเล็กเริ่มหัดเรียนรู้การทำงานประสานกันระหว่างมือ เข่า และเท้าทั้งสองข้างคลานไปมาตั้งแต่วัย 6 เดือน และคลานได้อย่างคล่องแคล่วในเดือนที่ 8 เจ้าหนูแต่ละคนจะมีรูปแบบการคลานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นคลานถอยหลัง คลานเป็นวงกลม คลานไปด้านข้างเหมือนปูหรือคลานโหย่งๆ คล้ายแมงมุม เห็นแล้วอดอมยิ้มไม่ได้เลยทีเดียว จนกระทั่งคลานได้คล่องทีนี้แหละค่ะ ลูกจะคลานแบบสปีดไม่ตกเลยทีเดียว

นั่งแล้วจ้า

        เผลอ แป๊บเดียว 6 เดือนเข้าให้แล้ว นี่เป็นอีกช่วงเวลาสำคัญของลูก เจ้าตัวเล็กจะพยายามนั่งด้วยตัวเอง แต่ช่วยนี้อาจต้องใช้ตัวช่วยสักนิด เพราะลูกกำลังเรียนรู้เรื่องการทรงตัวและการจัดสมดุลร่างกายตัวเองอยู่ กว่าที่กล้ามเนื้อหลังและท้องจะแข็งแรงจนลูกนั่งได้เอง ก็เมื่อย่างเข้าสู่เดือนที่ 7 ที่ลูกจะนั่งได้นานและมีความมั่นใจกับการนั่งด้วยตัวเองมากขึ้น

ยืน ยืน ยืน!

        แน่ นอนว่า ด้วยวัย 10 เดือนของเจ้าตัวเล็ก กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แข็งแรงมากขึ้น จากคืบเป็นคลาน และจากคลานก็เริ่มเรียนรู้ที่จะเกาะยืนด้วยตัวเองได้แล้ว แม้จะยังยืนได้ไม่มั่นคงในช่วงแรก เนื่องจากยังทรงตัวไม่ได้ดี เห็นแบบนี้แม่ๆ คงดีใจไม่น้อย ส่วนเจ้าตัวเล็กเองก็ตื่นเต้นไข่ย่อย เพราะสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ในมุมที่สูงขึ้น

ก้าวแรกของหนู

        นับ เป็นพัฒนาการที่น่าตื่นตามาก ๆ เมื่อลูกรักได้สัมผัสกับก้าวแรกของตัวเอง หลังจากที่ลุ้นกันมาตลอดจนในวัยขวบปีแรก เจ้าตัวเล็กก็เดินได้สมใจ พร้อมกับมุมมองใหม่ ๆ ที่สูงกว่าเดิมระดับสายตาของเจ้าหนูจะเปลี่ยนไป แม้ช่วงแรกอาจจะยังรักษาสมดุลของร่างกายไม่ได้มีหกล้มหกลุกบ้าง ก็นับเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อก้าวไปสู่อีกขั้น จนถึงวันที่เจ้าตัวเล็กมีความมั่นใจกับการก้าวเดินและทรงตัวได้อย่างมั่นคง

คำแรก

        แม้ ไม่ใช่เสียงแรก เพราะเจ้าหนูคุยกับตัวเองและสื่อสารกับคนใกล้ชิดผ่านการเล่นน้ำลายอ้อแอ้ และเสียอืออามาเป็นระยะเวลาหลายเดือน และสามารถพูดเป็นคำที่มีความหมายได้ ตอนครบ 1 ปีพอดี คำแรกของเจ้าหนูมักเป็นคำพยางค์เดียว เช่น มะ หม่ำๆ เท่านี้ที่ว่าปลาบปลื้มแล้ว ก็ยังไม่เท่าเมื่อลูกเปล่งเสียงออกมาว่า "แม่" หรือ "พ่อ" จริงไหมคะ

        คง ไม่มีอะไรชื่นใจพ่อแม่ได้เท่ากับการได้เห็นพัฒนาการของลูกรัก ซึ่งเขาจะมีพัฒนาการได้ดีมากน้อยแค่ไหนคุณคือคนสำคัญค่ะ อยู่ใกล้ชิดกับเขาให้มาก เล่นกับเขา คุยกับเขา ลูกก็จะยิ่งมีพัฒนาการได้เร็วและดียิ่งขึ้นค่ะ

เรื่อง : อมยิ้ม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
modernmom
http://baby.kapook.com/view35960.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/369295238172375823/

Monday, August 1, 2016

10 วิธีกำจัดกลิ่นอับบนเสื้อผ้า ใส่ต่อได้เลยไม่ต้องซักซ้ำ




วิธีกำจัดกลิ่นอับบนเสื้อผ้า สำหรับเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับ เพราะไม่ได้ผึ่งแดดหรือเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้านาน ๆ แล้วมีกลิ่นอับ มากำจัดกลิ่นเหล่านี้ให้หายไป โดยไม่ต้องซักเสื้อผ้าตัวนั้นซ้ำให้เสียเวลา

         หลาย ๆ คนแก้ปัญหาเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับด้วยการซักซ้ำ ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่เสียเวลาเอามาก ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวมรวมวิธีกำจัดกลิ่นอับบนเสื้อผ้าให้หายไป พร้อมทำให้เสื้อผ้ากลับมามีกลิ่นหอมน่าใส่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่เก็บไว้นานจนมีกลิ่นแปลก ๆ หรือเสื้อผ้าชื้น ๆ ที่ตากมาหลายวันแล้วแต่ยังไม่แห้งเสียที

1. ทำความสะอาดเครื่องซักผ้า

         ถ้าอยากให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมยาวนาน ก็ต้องแก้กันที่จุดเริ่มต้น ด้วยการทำความสะอาดและกำจัดกลิ่นเครื่องซักผ้าให้หมดไป โดยเปิดเครื่อง เซตระดับน้ำ แล้วเทน้ำร้อนลงไป ใส่น้ำส้มสายชู 4 ถ้วยตวงลงในช่องใส่ผงซักฟอก แล้วกดปุ่มทำงาน ทั้งน้ำร้อนและน้ำส้มสายชูจะเข้าไปกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่น ให้หมดไป

2. ตากเสื้อผ้าให้ผึ่งแดดและลม

         เพราะเสื้อผ้ามีแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นอับอยู่มาก แก้ไขโดยการนำเสื้อผ้าเหล่านั้นไปผึ่งแดดและลม แต่ถ้าไม่สามารถนำออกไปตากนอกบ้านได้ แนะนำให้ผึ่งเสื้อผ้าไว้ในที่ที่มีลมและอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ริมหน้าต่าง

3. แช่เสื้อผ้าไว้ในช่องแช่แข็ง

         เพราะความเย็นสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ฉะนั้นหากเสื้อผ้าหรือยีนส์มีกลิ่นอับจากการพับเก็บไว้นาน ๆ ให้นำไปใส่ในถุงผ้า แล้วแช่ไว้ในช่องแช่เข็งประมาณ 2 ชั่วโมง

4. โรยเบกกิ้งโซดาบนเสื้อผ้า

         เบกกิ้งโซดา นอกจากจะช่วยทำความสะอาดได้สารพัดอย่างแล้ว ยังช่วยดับกลิ่นอับบนเสื้อผ้าได้ด้วย โดยการโรยเบกกิ้งโซดาลงบนเสื้อผ้าทั้งด้านในและด้านนอกให้ทั่ว วางทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาสะบัดเบกกิ้งโซดาออกและตากให้แห้งอีกครั้ง 

5. ทาน้ำมะนาวกำจัดกลิ่นเหม็นอับ

         นอกจากสามารถกำจัดกลิ่นอับบนเสื้อผ้าได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมีแล้ว น้ำมะนาวยังไม่ทำลายเนื้อผ้าให้เสียหายอีกต่างหาก โดยสามารถกำจัดกลิ่นได้ด้วยการผสมน้ำมะนาวกับน้ำเปล่า แล้วนำมาเช็ดคราบเหงื่อบนเสื้อผ้า เพียงเท่านี้กลิ่นเหม็นต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าก็จะหายไป

6. โรยกากกาแฟสด บดขยี้ทุกกลิ่นเหม็น

         นับว่าเป็นความโชคดีของคอกาแฟ ที่ชอบบดกาแฟสดไว้ชงดื่มเอง เพราะหากนำไปโรยในถุงกระดาษหรือกล่องที่เก็บเสื้อผ้า กากกาแฟก็จะดูดกลิ่นเหม็นอับไปจากเสื้อผ้า ไม่ต้องซักซ้ำก่อนนำไปใส่

7. น้ำมันหอมระเหยคืนความสดชื่น

         แม้ว่ากลิ่นอับบนเสื้อผ้าจะหายไป แต่กลิ่นยังไม่หมดซะทีเดียว ให้ผสมน้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดกับน้ำเปล่า เทใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดลงบนเสื้อผ้า เพียงเท่านี้เสื้อผ้าก็จะกลับมาหอม สดชื่น เหมือนเพิ่งซักใหม่

8. สเปรย์วอดก้า ฉีดพ่นกำจัดกลิ่น

         กำจัดกลิ่นอับได้ด้วยการนำวอดก้าเทใส่ในขวดสเปรย์ แล้วฉีดลงไปบนเสื้อผ้าโดยเน้นฉีดในจุดที่มีกลิ่นอับ ตากแดดให้แห้ง รับรองได้เลยว่ากลิ่นเหม็นอับบนเสื้อผ้าก็จะหายไปในทันที

9. ถ่านหุงข้าวดูดกลิ่นได้ดีเยี่ยม

         อีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการดับกลิ่นนั่นก็คือ ถ่านหุงข้าว แต่ควรนำถ่านไปใส่ไว้ในถุงน่องก่อน แล้วค่อยนำไปแขวนไว้ใกล้ ๆ เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอับ ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืน

10. บอแรกซ์ก็ดับกลิ่นอับได้

         บอแรกซ์ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเบกกิ้งโซดาที่สามารถดูดกลิ่นเหม็นอับได้ ดี เพียงแค่นำบอแรกซ์มาผสมกับเบกกิ้งโซดาในปริมาณเท่า ๆ กัน จากนั้นโรยลงบนเสื้อผ้าทั้งด้านในและด้านนอกให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน แบคทีเรียบนเสื้อผ้าก็จะหายไปพร้อมกลิ่นอับ

         สำหรับ คนที่หงุดหงิดบ่อย ๆ เรื่องกลิ่นอับบนเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่เพิ่งซักเสร็จแต่ไม่ได้ผึ่งแดด เสื้อผ้าที่เก็บไว้นานแล้วไม่ได้เอามาใส่ พอจะหยิบมาใช้ก็ดันมีกลิ่นอับ แต่ขี้เกียจหยิบไปซักใหม่ 10 วิธีเหล่านี้ช่วยคุณได้นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow, Bkaccelerator, Getsmellout และ Cleanmama
http://home.kapook.com/view151670.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/clotheslines/

Tuesday, July 26, 2016

มะขวิด ไม้ดีใกล้สูญพันธุ์




พูดถึงต้น มะขวิดคิดว่าเด็กรุ่นใหม่อาจไม่ค่อยรู้จักกัน เชื่อว่าต้นก็ไม่เคยเห็น ลูกหรือผลก็คงไม่เคยสัมผัสว่ามีหน้าตาอย่างไร วันนี้ชวนมาชิมและช่วยกันขยายพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝนกัน มะขวิด มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Burmese thanaka (นักวิชาการฝรั่งคงไปพบแถวพม่าจึงเรียกแบบนั้น), แต่ก็เรียกชื่ออื่นอีก เช่น Elephant's apple, Gelingga, Kavath, Wood apple มะขวิดเคยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Feronia limonia (L.) Swing.แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น Limonia acidissima L.

มะขวิดมี 2 สายพันธุ์ พันธุืที่มีผลใหญ่เนื้อหวาน และพันธุ์ที่มีผลขนาดเล็กเนื้อมีรสเปรี้ยว (อมหวานนิดๆ)  มะขวิดถือเป็นไม้มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ชาวอินเดียจึงใช้ประโยชน์กันมาก ถึงกับขนานนามมะขวิดว่า เป็นอาหารคนยาก (poor man's food) ซึ่งเป็นที่พึ่งของคนยากจนจำนวนมากในอินเดียเลย ในภาคอีสานบ้านเมืองไทย เรียกมะขวิดว่า มะยม (จึงอย่าสับสนเวลาคุยกับคนอีสาน)  ส่วนทางภาคเหนือเรียกว่า มะฟิด

มะขวิดเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางอยู่ในกลุ่มไม้ผลัดใบ สูงถึง 12 เมตร กิ่งแขนงมีหนามเรียวแหลมตรง ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ใบ ประกอบแบบขนนก ใบออกตรงข้าม มี 2-3 คู่ รูปไข่กลับ มีจุดต่อมน้ำมัน เมื่อขยี้ มีกลิ่นอ่อนๆ ช่อดอกออกปลายยอดหรือซอกใบ มีทั้งดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศ

ผล เปลือกแข็งรูปกลม ผิวมีลักษณะเป็นขุยสีออกขาวปนสีชมพู ภายในผลมีเนื้อมาก มีกลิ่นหอม เปลือกหนาและมีขน มะขวิดพบได้ในป่าธรรมชาติไปจนถึงประเทศมาเลเซียและเกาะชวากับเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และพบว่ามีการนำไปปลูกเพื่อศึกษาในแคลิฟอร์เนียและฟลอริดาด้วย เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีความทนต่อสภาพดินและภูมิอากาศต่างๆ ได้ดีและยังเติบโตได้ในเขตมรสุมหรือในเขตร้อนที่มีอากาศแห้งแล้งเป็นบางช่วงได้อีกด้วย

มะขวิด สามารนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งเป็นอาหารและยารักษาโรค ทุกส่วนของมะขวิดสามารนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น กินเนื้อสดๆ หรือนำไปปรุงเป็นน้ำมะขวิด กินแล้วช่วยบำรุงกำลัง ทำให้สดชื่น เจริญอาหาร ในมะขวิดมีกากใยอาหาร ช่วยขับถ่ายสะดวกและมีวิตามินซีสูงด้วย หรือใช้ผลดิบมาหั่นบางๆ นำไปตากแห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน กินเป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย บำรุงทำให้สดชื่นได้เช่นกัน

ใบ มีสรรพคุณช่วยห้ามโลหิตระดูของสตรี และใช้ใบเป็นยาฝาดสมาน นำมาล้างน้ำตำพอกหรือทาแก้อาการฟกบวม ปวดบวม ช่วยรักษาฝี และโรคผิวหนังบางชนิด ในเวลานี้มีการค้นพบว่าใบมะขวิดมีต่อมน้ำมัน เมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์กำจัดเชื้อโรค จึงแก้อาการโรคผิวหนังได้ และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้ออหิวาตกโรคในหลอดทดลองด้วย นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยในใบหากนำมาต้มดื่มน้ำ จะมีสรรพคุณช่วยขับลมในท้องและแก้ท้องเสีย

ยาง จากลำต้นมะขวิดเป็นยาฝาดสมาน จึงช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงและห้ามเลือดได้ และด้วยความเหนียวของยางหรือมีกัม (gum) จำนวนมาก จึงนำมาใช้ประโยชน์ติดหรือเชื่อมต่อสิ่งของแบบเป็นกาวยาง และใช้เป็นส่วนผสมของน้ำยาหรือสีในงานจิตรกรรมไทย

ส่วนของเปลือก ใช้แก้ฝีเปื่อย แก้บวม แก้อาการลงท้อง ตกโลหิตและแก้พยาธิ

คราวนี้ลองมาดูการใช้ของอินเดียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของมะขวิด ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ใช้ผลดิบต้มน้ำกับดีปลีและผสมน้ำผึ้งนำมาจิบบ่อยๆ ช่วยลดอาการสะอึก หรือผลดิบอย่างเดียวใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ไอและเจ็บคอได้ ใบอ่อนคั้นเอาน้ำมาผสมนมและน้ำตาลทำเป็นลูกอมช่วยให้ระบบน้ำดีในร่างกายทำงานเป็นปกติเพื่อรักษาอาการผิดปกติที่เกิดจากลำไส้
 
น้ำคั้น จากใบอ่อนใช้ของอินเดียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของมะขวิด ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ใช้ผลดิบต้มน้ำกับดีปลีและผสมน้ำผึ้งนำมาจิบบ่อยๆ ช่วยลดอาการสะอึก หรือผลดิบอย่างเดียวใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ไอและเจ็บคอได้ ใบอ่อนคั้นเอาน้ำมาผสมนมและน้ำตาลทำเป็นลูกอมช่วยให้ระบบน้ำดีในร่างกายทำ งานเป็นปกติ เพื่อรักษาอาการผิดปกตินให้เด็กกินแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้เช่นกัน ยางเหนียวของผลมะขวิดเมื่อตากแห้งแล้วป่นเป็นผงผสมน้ำผึ้ง ใช้กินรักษาโรคบิดและอาการท้องเสียในเด็ก หนามตามลำต้นนำมาบดเข้ายารักษาการตกเลือดขณะมีประจำเดือน เปลือกนำมาเคี่ยวรวมกับเปลือกต้นจิกใช้รักษาแผล และพบว่าในบางท้องถิ่นนำเปลือกต้นมะขวิดมาบดละเอียดทำเป็นแป้งทาหน้า นอกจาก นี้ ชาวอินเดียยังใช้มะขวิดเป็นยาบำรุงตับและหัวใจด้วย

ในฤดูฝนแบบนี้ จะมีน้ำยางจากลำต้นเป็นยางเหนียวใสออกมามาก ชาวอินเดียนิยมนำยางมาใช้ติดวัสดุและใช้เป็นส่วนผสมของสีน้ำสำหรับวาดรูป ใช้ทำหมึกและสีย้อมต่างๆ เปลือกผลมีความแข็งสามารนำมาทำเป็นภาชนะใส่ของ เนื้อไม้จากลำต้นมีสีเหลืองอมเทา เนื้อแข็งและหนัก นิยมนำมาใช้เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ และนำมาแกะสลักเป็นงานศิลปะให้สีเนื้อไม้สวยงาม

นอกจากนี้ ในเนื้อมะขวิดมีน้ำตาลหลายชนิดที่ร่างกายต้องการ เช่น อะราไบโนส (arabinose) ไซโลส (xylose) ดี-กลูโคลส (d-galactose) แรมโนส (rhamnose) และกรดกลูคิวโลนิต (glucuronic acid) จึงนำมากินสดๆ หรือนำไปทำน้ำผลไม้ ทำแยมทาขนมปังกินกันรสอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ในประเทศไทยจำนวนประชากรมะขวิดลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะพบเห็นการปลูกตามหมู่บ้านและในสวนบ้างแห่งแต่ก็มีไม่มากนัก ในวงการเกษตรกรรมปัจจุบันใช้มะขวิดเป็นต้นตอของมะนาว เพราะมะขวิด ทนแล้งทนการระบาดของแมลงได้ดี แต่ก็แค่เอาต้นมาใช้ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของมะขวิดแท้ๆ ซึ่งน่าเสียดายยิ่ง จึงชวนมิตรรักสมุนไพรหันมาช่วยกันปลูกและขยายพันธุ์มะขวิดกันมากๆ จะได้ไม้ใหญ่ยืนต้น ทรงพุ่มสวยงาม และได้ใช้ประโยชน์ทางอาหารและยาด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มาและภาพ จาก http://www.thaihealth.or.th/Content/32071-%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94%20%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C.html